โตเกียว : เที่ยวกันเองนักเลงพอ

โตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่น ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ไม่ว่าจะด้วยสถานที่ท่องเที่ยวแนววัฒนธรรม ศาสนา แหล่งช็อปปิ้ง จึงไม่แปลกที่ โตเกียว จะเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของคนไทยหลายคน และสำหรับนักท่องเที่ยวคนไหน ที่ตั้งใจจะด้วยตัวเองแล้วล่ะก็ วันนี้ผมก็มีแนวทางจากทริป โตเกียว 4 วัน 3 คืนที่ผมเพิ่งไป มาเล่าสู่กันฟังครับ

การเดินทางที่โตเกียว

สำหรับการเดินทางที่ โตเกียว นั้น เป็นที่รู้กันว่าการเดินทางด้วยรถไฟจะสะดวกที่สุด เพราะครอบคลุมจุดสำคัญๆไปทั่วทั้งเมือง โดยรถไฟของที่ โตเกียว นั้น จะแบ่งออกเป็นสองรูปแบบใหญ่ๆคือ รถไฟสายยามาโนเตะ ( JR Yamanote Line ) รถไฟของค่าย JR ซึ่งเป็นเครือข่ายรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นเลย ซึ่งรถไฟสายนี้จะวิ่งผ่านสถานที่ท่องเที่ยว และสถานที่สำคัญของโตเกียวหลายที่ และวิ่งวนเป็น Loop หรือเป็นวงกลม มีทั้งขบวนที่วนซ้ายและวนขวา ก็ลองนับสถานีดูว่าขึ้นฝั่งไหนจะใกล้สถานีกว่าก็ไปได้เลยครับ

โตเกียว ยามาโนเตะ

และรถไฟที่สำคัญของที่นี่อีกแบบหนึ่ง ก็คือรถไฟใต้ดิน ของบริษัท Tokyo Metro และ Toei ซึ่งเรียกว่าซับซ้อนและครอบคลุมไปทั่วทุกจุดของ โตเกียว จริง ๆ ครับ ซึ่งถ้าดูจากแผนที่แล้วหลายๆคนอาจจะถอดใจก่อนได้เลยล่ะครับ แต่เทคนิคง่าย ๆ ที่จะแนะนำคือให้ดูจากสถานีต้นทางไปยังปลายทาง หากอยู่ในสายเดียว แสดงว่านั่งตรงได้เลย แต่หากเป็นคนละสาย ก็ต้องมาเปลี่ยนรถไฟครับ ดูตรงสถานีที่เป็นจุดเชื่อมต่อกัน ( ถ้าเป็นแค่เส้นทับผ่านเฉย ๆ ก็ไม่ได้นะครับ รถไฟไม่ได้จอดครับ ) แต่ถ้าหากว่าไม่ถนัดในการหาเส้นทางเอง เราก็สามารถใช้ตัวช่วยได้ครับ โดยตรวจสอบเส้นทางได้จาก Google Map หรือเว็บไซต์ hyperdia.com

โตเกียว รถไฟใต้ดิน

แล้วเราจะหาเลือกขึ้นรถไฟแบบไหนดี? จะหาซื้อตั๋วที่ไหน? ราคาล่ะ? หลายๆท่านน่าจะมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแน่ ๆ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะแนะนำว่า การเลือกซื้อตั๋วรถไฟที่โตเกียวนั้นขึ้นอยู่กับ แลนด์มาร์คที่คุณจะไปด้วย เช่น คุณตั้งใจจะเน้นช้อปปิ้งเฉพาะในเมือง? อยากจะออกนอกเมืองไหม? ต้องการไปชมภูเขาไฟฟูจิไหม? ที่พักใกล้รถไฟสายไหนมากกว่ากัน? แต่ที่แน่ ๆ คือผมอยากจะแนะนำให้ซื้อเป็นบัตรโดยสารนั่งรถไฟไม่อั้น ซึ่งมีทั้งของ JR และ Tokyo Subway Ticket ครับ

JR Tokyo Wide Pass

เหมาะสำหรับใครที่มีแผนจะ

1) พักในโตเกียวและไปเที่ยวแบบ One Day Trip ที่จังหวัดใกล้ๆ

2) อยากช็อปปิ้งทั่วโตเกียว

3) ไปโตเกียวระยะสั้นแต่ต้องการเที่ยวหลายที่

เพราะบัตรใบนี้ สามารถนั่งฟรียาว ๆ ตั้งแต่ลงเครื่องที่สนามบินนาริตะ ( Narita Airport ) หรือสนามบินฮาเนดะ ( Haneda Airport ) ไปถึงโยโกฮาม่า ( Yokohama ), ภูเขาไฟฟูจิ ( Mount Fuji ), คาบสมุทรอิซุ ( Izu ), เมืองตากอากาศคารุอิซาวะ ( Karuizawa ), เมืองโคฟุ ( Kofu ), โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ( Tokyo Disneyland ), ส่วนใน โตเกียวยังสามารถใช้บริการรถไฟของ JR ได้ฟรี รวมถึง JR Yamanote Line ซึ่งจะผ่านย่านช็อปปิ้งที่ไม่ควรพลาดสำหรับการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็น ชินจูกุ ( Shinjuku ), ฮาราจุกุ ( Harajuku ), ชิบูย่า ( Shibuya ), อูเอโนะ ( Ueno ), อิเคะบุคุโระ ( Ikebukuro ) ฯลฯ ที่เรียกได้ว่าครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ๆ ของโตเกียวครบถ้วนแล้ว โดยตั๋ว JR Tokyo Wide Pass จะมีอายุ 3 วันหลังจากเปิดใช้งาน ราคา 10,000 เยน

โดยการซื้อ JR Tokyo Wide Pass นั้นสามารถซื้อได้ที่

  • Narita Airport Terminal 1
  • Narita Airport Terminal 2·3
  • Haneda Airport International Terminal
  • สถานี Tokyo
  • สถานี Shinagawa
  • สถานี Ueno
  • สถานี Shinjuku
  • สถานี Shibuya
  • สถานี Ikebukuro
  • สถานี Yokohama
  • สถานี Mito

ใครสะดวกหรือใกล้ตรงไหนก็ไปซื้อได้เลย บางคนมาถึงสนามบินแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้เลยก็เข้าไปซื้อในเมืองก็ได้ครับ ไปที่ Travel Service Center ของสถานีต่าง ๆ โดยทริปนี้ผมเลือกที่จะซื้อ JR Tokyo Wide Pass ที่สนามบินนาริตะ แต่เลือกเปิดใช้วันถัดไปเพราะผมมีแผนที่จะไปดูภูเขาไฟฟูจิ ที่คาวากูชิโกะในวันที่สามด้วย เลยเลือกให้เปิดใช้งานวันที่สอง ดังนั้นเพื่อให้สามารถเดินทางได้สะดวกทั้ง 4 วันผมเลยจะต้องซื้อ Tokyo Subway Ticket แบบ 48 ชั่วโมง เพิ่มด้วยครับ

Tokyo Subway Ticket

การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินในโตเกียว สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราแล้วเป็นการทางที่สะดวกสบายที่สุดครับ เพราะเส้นทางที่ครอบคลุมทั่วทั้งโตเกียว ผ่านจุดสำคัญทุกจุด มีเส้นทางเชื่อต่อไปทั่วทั้งเมือง ดังนั้นถ้าคุณเน้นเที่ยวในโตเกียวแล้วล่ะก็ Tokyo Subway Ticket จะเป็นตั๋วที่คุ้มค่า และตอบโจทย์ที่สุดครับ โดยตั๋วจะแบ่งออกเป็นแบบ 24 ชม. 48 ชม. และ 72 ชม. ครับ โดยเจ้าตั๋วนี้ผมซื้อตั้งแต่มาถึงที่สนามบินเลยครับ โดยจุดจำหน่ายตั๋วนั้นก็จะอยู่ติดกับ JR Tokyo Wide Pass เลยครับ โดยทริปนี้ผมเลือกแบบ 48 ชม. แต่ซื้อแบบกับ Keisei Skyliner & Tokyo Subway Ticket เป็นการซื้อคู่กับตั๋วรถไฟด่วนจากสนามบินนาริตะเข้าเมืองด้วยนั่นเอง

เรียกว่าทริปนี้ผมได้ลองนั่งรถไฟแทบจะทุกขบวนเลยครับ

Odaiba : โอไดบะ

ช่วงที่ผมหาข้อมูลก่อนจะมาทริปนี้ ก็ได้ลองไลน์มาถามเพื่อที่อยู่ญี่ปุ่นว่ามีที่เที่ยวไหนแนะนำบ้าง โดยชื่อแรกที่เพื่อนผมแนะนำมาก็คือ โอไดบะ ซึ่งโอไดบะนั้นเป็นศูนย์รวมของความบันเทิงแบบไฮเทคบนเกาะเทียมในอ่าวโตเกียว สตอรี่ของเกาะนี้น่ามหัศจรรย์มากเพราะเป็นเกาะที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์ และมีแลนด์มาร์คสำคัญ ๆ คือ สะพานสายรุ้ง หรือ เส้นทางรถไฟสายยูริคาโมเมะ อันล้ำสมัย บรรยากาศริมอ่าวโตเกียว เทพีเสรีภาพ และ กันดั้มยักษ์ Unicorn Gundam ขนาด 1:1 หรือเท่ากับสเกลจริงนั้นเอง แต่การเดินทางข้ามมาที่เกาะจะต้องเสียค่ารถไฟเพิ่มอีกนิดหน่อยนะครับ

และร้านอาหารในย่านนี้ที่แนะนำกันมาก็คือ TOKYO RAMEN KOKUGIKAN MAI (東京ラーメン国技館 舞) ชั้น 5 ห้าง AquaCity  ความพิเศษของที่นี่คือ เขาได้รวบรวมราเมงชื่อดังจากทั่วทุกภาคของญี่ปุ่นมาไว้ที่โซนนี้แล้ว ใครอยากลองรสชาติออริจินอลของจังหวัดไหนก็เลือกได้เลย แต่ส่วนตัวผมว่ารสชาติราเมงที่นี่จะหนักเค็มไปหน่อยเรียกว่ายังไม่โดนเท่าไร

วัดเซ็นโซจิ (Sensoji) อาซากุสะ (Asakusa)

สำหรับผมแล้วที่นี่ให้อารมณ์เหมือนวัดเล้งเน่ยยี่บ้านเรามากครับ จากที่เดินดูจะรู้สึกได้ว่า ที่วัดเซ็นโซจิ ( Sensoji ) นั้นคนไทยน่าจะเยอะกว่าคนญี่ปุ่นเสียอีก สำหรับการเดินทางก็สะดวกมากสามารถมาได้ทั้งรถไฟใต้ดิน และ รถไฟยามาโนะเตะ โดยมาลงที่อาซากุสะ ( Asakusa ) เลยครับ ไฮไลท์ของที่นี่คือพื้นที่โดยรอบจะมีของกินและของฝากขายเต็มไปหมด และจากจุดนี้ยังสามารถถ่ายภาพไปด้าน Tokyo Sky tree ได้ด้วย เรียกว่ามาที่จุดนี้ได้ทั้งกิน ทั้งช้อป และก็ได้ถ่ายภาพสวยๆหลายมุมเลยครับ

ตลาดอะเมโยโกะ (Ameyoko)

จาก อาซากุสะ นั้นต่อรถไฟมาที่สถานีอุเอโนะ (Ueno Station) ไม่ไกลกันนัก ที่นี่มีตลาดชื่อดังอย่าง ตลาดอะเมโยโกะ (Ameyoko) ที่นี่มีทั้งของกินของใช้ ผลไม้ของสด รวมไปถึงอาหารทะเลสด ๆ ที่ขายกันแบบสตรีทฟู้ดราคาไม่แพงนัก ซึ่งที่จุดนี้ยังมีร้านซูชิยอดนิยมของคนไทย เพราะวันที่ผมแวะไปนั้นก็มีคนไทยมาต่อคิวกันเยอะอยู่ ร้านที่ผมพูดถึงก็คือ ซูชิหน้าล้น Miura Misaki Kou ภายในร้านเป็นห้องแถวเล็ก ๆ ใต้ทางรถไฟ ( ตอนทาน ๆ อยู่ก็จะมีเสียงรถไฟมาเป็นระยะ ๆ ) มีบาร์ซูชิสายพานที่เชฟคอยเสิร์ฟเรื่อย ๆ และซูชิที่นี่ก็มีหลากหลายไซส์หลายราคา แต่เช็คบิลมาแล้วไม่แพงคุ้มค่าครับ ส่วนรถชาติอยู่ในเกณฑ์ดี อาจจะไม่อร่อยระดับโอมากาเสะนะครับ แต่ได้มาตราฐานแน่นอน

Takeya หรือ ตึกม่วง

ย่านอุเอโนะนั้นมีจุดที่รวมชาวไทยไว้นั่นก็คือห้าง ทาเคย่า Takeya หรือที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อของตึกม่วง เพราะตัวอาคารนั้นทาสีม่วงโดดเด่น สามารถมองเห็นได้แต่ไกลเลย ซึ่งสาเหตุที่คนไทยนิยมมาที่นี่ก็เพื่อมา ช้อปปิ้งที่ห้างแห่งนี้ เพราะสินค้าส่วนใหญ่มีราคาถูกมาก และยังมีให้เลือกมากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอางค์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ขนมญี่ปุ่น, นาฬิกา, เสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์ดัง ซึ่งลดราคากันแบบสุดๆ นอกจากนี้ถ้ามียอดซื้อครบตามจำนวนก็จะสามารถขอ Tax-Refund 8% คืนได้อีกด้วย

ย่านชินจูกุ (Shinjuku)

เนื่องจากทริปนี้ก่อนมาพ่อผมฝากให้มาหาซื้อรองเท้า Made in Japan สักคู่ ภารกิจการตามหา รองเท้าที่ย่าน ชินจูกุ เลยต้องอยู่ในเช็คลิสท์ด้วย ซึ่งที่ ชินจูกุ จะเป็นแหล่งแฟชั่น และ แหล่งช้อปปิ้งขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวงโตเกียว เป็นศูนย์รวมแฟชั่นเก๋ๆ เท่ห์ๆ ของวัยรุ่นที่นี่ รวมไปถึงร้านอาหารมากมาย ทริปนี้ผมแอบแวะทาน Izakaya (ร้านกินดื่ม) ที่นี่ด้วย แต่ร้านเล็กมากจริง ๆ บรรยากาศผู้คนแอบวุ่นวายทีเดียวเลยครับ

นอกจากนั้นที่ชินจูกุนี้ก็เป็นอีกจุดตัดของหลาย ๆ สถานี ทั้งรถไฟ JR รถไฟ Metro หรือรถประจำทาง ทำให้สถานีรถไฟที่นี่ค่อนข้างใหญ่โตเลยครับ และเนื่องจากวันรุ่งขึ้นผมวางแผนจะเดินทางไปคาวากูจิโกะ เลยแวะมาจองที่นั่งรถไฟที่สถานีนี้เลย ซึ่งเราแค่นำตั๋ว JR Wide Pass มาแสดงและจองที่นั่งได้เลยครับ

คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko)

ใคร ๆ ที่มาโตเกียวแล้วอยากจะมาดูภูเขาไฟฟูจิสักครั้งแล้ว ที่คาวากุจิโกะ (Kawaguchiko) จะเป็นจังหวัดที่ใกล้ที่สุด ความจริงแล้วรอบ ๆ ภูเขาไฟฟูจินั้นมีทะเลสาบล้อมรอบอยู่มากถึง 5 แห่งได้แก่ ยามานากะโกะ (Yamanakako), ไซโกะ (Saiko), โชจิโกะ (Shojiko), โมโตซุโกะ(Motosuko), และ คาวากูจิโกะ (Kawaguchigo) แต่ในบรรดาทะเลสาบทั้ง 5 นี้ คาวากูจิโกะถือเป็นสถานที่ชมภูเขาไฟฟูจิยอดนิยมที่สวยงามและเดินทางจากกรุงโตเกียวได้สะดวกที่สุดแห่งหนึ่ง

การเดินทางนั้นผมนั่งรถไฟจาก สถานีชินจูกุ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะมาถึงสถานี คาวากูจิโกะ แล้ว ก่อนออกเดินทางอาจจะแวะซื้อข้าวกล่องที่สถานีมาทานบนรถไฟก็ได้นะครับ เมื่อมาถึงก็ต้องไปซื้อตั๋วรถประจำทางที่นี่ โดยรถจะพาเราผ่านจุดชมวิวต่างๆ อยากแวะตรงไหนก็ลงได้เลย ถ้าอยากจะย้ายจุดก็กลับมารอรถคันใหม่ที่ป้ายเดิมครับ รถบัสวิ่งเรื่อยๆรอไม่นานครับ ส่วนใครอยากขึ้นกระเช้าไปจุดชมวิวด้วยก็แนะนำให้ซื้อเป็นบัตรแพ็คเกจคู่บัตรรถบัสไปเลย จะราคาถูกกว่าครับ

Fuji Tempura IDATEN

ที่ คาวากูจิโกะ นั้นมีร้านเทมปุระชื่อดังอยู่ด้วยครับ อยู่ไม่ไกลจาก สถานี คาวากูจิโกะ สามารถเดินเท้ามาได้ ทางเข้าร้านจะอยู่ตรงหัวมุมถนน ในร้านมีที่นั่งริมเคาท์เตอร์ และเป็นโต๊ะแยกเป็นสัดส่วนสำหรับมากันหลายๆ คน ร้านค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร ผมลองสั่งมาแบบเซ็ตปกติ และแบบใหญ่มาแบ่งกัน อยากบอกว่าแบบใหญ่ให้ข้าวมาเยอะมาก ๆ ทานสี่คนยังไม่หมด อันนี้ผมไม่แนะนำครับ ถ้าเน้นมาทานสั่งเซ็ตเล็กๆหลายๆอย่างไม่เน้นข้าวดีกว่าครับ อีกอย่างถ้าสั่งเซ็ตปกติเราได้ข้าวรีฟิลอยู่แล้วด้วยครับ ส่วนเรื่องรสชาตินั้นอร่อยครับ แป้งเทมปุระกรอบดี ไม่อมน้ำมัน เนื้อกุ้งก็หวานมาก มีน้ำชาบริการฟรีด้วย

Rakkasen ปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่น

จาก สถานี คาวากูจิโกะ เราเดินทางกลับมาที่ สถานีชินจูกุ ก็จะได้เวลาเมื่อเย็นแล้ว ซึ่งที่ Nishiguchi Shinjuku นั้นมีร้านอาหารปิ้งย่างชื่อดัง Rokkasen ตั้งอยู่ที่ร้านตั้งอยู่ที่ชั้น 6 ของตึก Sun Flower ( ร้านนี้จะต้องทำการจองออนไลน์ไว้ก่อนนะครับ ) ชื่อเสียงของร้านนี้ทำให้มีนักท่องเที่ยวไทยมากันเยอะมาก ด้วยความที่เป็นบุฟเฟต์ แต่คุณภาพของเนื้อ และซีฟู้ด ที่เสิร์ฟมานั้นจัดอยู่ในเกณฑ์พรีเมี่ยมเลย ใครที่เป็นสายปิ้งย่างยากินิคุแนะนำให้มาลองร้านนี้ดูครับ

Tokyo Station

ก่อนที่จะเดินทางกลับนั้น แลนด์มาร์คอีกจุดที่ควรมาแวะคือ สถานีรถไฟโตเกียว Tokyo Station เพราะที่นี่จะเป็นจุดที่ไปต่อรถไฟกลับสนามบินได้ ( ค่าตั๋วรวมไปใน JR Wide Pass แล้ว ) แต่จะต้องจองที่นั่งก่อนสามารถจองช่วงสายๆที่เค้าเตอร์ JR ตามสถานีต่างๆได้ครับ โดย สถานีรถไฟโตเกียวนั้นเป็นสถานีใหญ่ และมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี ทำให้สถาปัตยกรรมด้านนอก จะดู คลาสสิคมาก แนะนำว่าก่อนกลับก็ควรจะมาถ่ายรูปเก็บไว้สักหน่อย

และหากมีเวลาเหลือภายใน สถานีรถไฟโตเกียว Tokyo Station จะเป็น Mall สามารถเดินเล่นช้อปปิ้งของฝากก่อนกลับได้ โดยโซนที่นิยมจะมีขายสินค้าลิขสิทธิ์จากการ์ตูนด้วย หากใครพลาดไม่ได้ไปอากิฮาบาระก็ลองมาเดินดูที่นี่ได้ครับ

เพิ่มเติม

สำหรับบางท่านที่เตรียมตัวจะมาเที่ยวโตเกียวล่ะก่อน ผมอยากจะแนะนำเพิ่มเติมว่า

เรื่องภาษา เนื่องจากโตเกียวค่อนข้างเจริญมาก คนส่วนใหญ่สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษกับเราได้นะครับ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ต่างๆพูดอังกฤษสำเนียงฟังง่ายครับ ถ้าไม่ได้จริงๆก็แนะนำว่าติด Google Translate ไปด้วยครับช่วยได้เยอะจริงๆ

ร้านอาหารหลาย ๆ ร้านนั้นจะมีตู้จำหน่ายคูปองอยู่ด้านหน้าแนะนำว่าดูให้ดี ๆ ก่อนนะครับ ไม่งั้นเข้าไปนั่งอาจจะไม่มีคนรับออเดอร์ครับ

สัญญาณโทรทัศพ์แนะนำว่าให้เปิดซิมท่องเที่ยวก่อนมา สามารถสอบถามได้ที่ค่ายมือถือเลยครับมีทุกค่าย ของผมซื้อ SIM GO INTER ของ DTAC มา สัญญาณก็โอเคอยู่ครับ

หากใครมีข้อมูลอยากจะเพิ่มเติมสามารถคอมเม้นท์ทิ้งไว้ได้เลยนะครับ ยังไงก็ขอให้เที่ยวให้สนุกครับ


อ่านบทความอื่นๆ
ติดตามเพจ