เกาะช้าง แลนด์มาร์คอันดับต้น ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวสาย ฝ. เพราะกิจกรรมต่าง ๆ ของที่นี่ ไม่ว่าเป็น อาบแดด จิบเบียร์ ริมหาด พายเรือ ดำน้ำ ดูปะการัง ไปจนถึง เดินป่า ปีนเขา แอดเวนเจอร์ ฯลฯ ของที่นี่ ล้วนถูกจริตนักท่องเที่ยวฝรั่งจริง ๆ แต่สำหรับผมแล้วการเที่ยวเกาะไม่ใช่สายผมจริง ๆ ยิ่งกิจกรรมที่ต้องออกเรื่อนาน ๆ หรือ ไปกับสปีดโบ๊ตด้วยแล้วละก็ มีอ้วกกลางทะเลแน่ ๆ อีกทั้ง การเดินทางมาที่นี่ถ้าขับรถจาก กรุงเทพฯ มาก็มี 5-6 ชม.แน่ ๆ ทำให้ชื่อ เกาะช้าง นั้นไม่ได้อยู่ในลิสท์ ที่อยากจะมาเช็คอินของผมมาก่อน

แต่ชีวิตของเรานั้นไม่มีอะไรแน่นอนหรอกครับ ในวันจันทร์ต้นสัปดาห์ทำงาน ผมมองไปที่ปฏิทินเดือนกุมภาพันธ์ เห็นว่าสัปดาห์หน้า มีวันหยุดชดเชย วันมาฆบูชา อ้าวว!!! วันหยุดของเราก็ต้องใช้สะหน่อย อากาศร้อน ๆ แบบนี้ขับรถไปทะเลดีกว่า แต่อาจจะเพราะทะเลที่ผมไปบ่อย ๆ นั้น ถ้าไม่ใช่พัทยา ก็หัวหิน หรือ ถ้าเที่ยว เกาะ ก็อาจจะไปเสม็ด แต่ถ้าให้ไปซ้ำสัก 3-4 รอบมันก็เริ่มจะเบื่อแล้ว ทำให้ชื่อของ เกาะช้าง ก็เลยลอยมาในหัว แล้วด้วยความที่ ไม่เคยไปมาก่อน ถ้าลองไปดูสักครั้งก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรคิดปุ๊บ ก็จองที่พักปั๊บ พอถึงสุดสัปดาห์ไม่รอช้าเก็บกระเป๋า แล้วขับรถมุ่งหน้าสู่ เกาะช้าง จ.ตราดกันเลย

กรุงเทพฯ-ตราด  เกาะช้าง
เส้นทางที่ใช้

โดยทริปนี้ผมเริ่มออกเดินทาง เวลา 11.30 น. จากศาลายาขึ้นทางด่วนยาวออกมอเตอร์เวย์ รวมระยะทางทั้งสิ้น 389 กิโลเมตร ใช้เวลาไป 5 ชั่วโมง 40 นาทีก็ถึงท่าเรือ อ่าวธรรมชาติ หากมีรถส่วนตัว เราสามารถนำรถขึ้นเรือเฟอรี่ข้ามเกาะไปเที่ยวกับเราได้ ซึ่งท่าเรือเฟอรี่ที่ข้ามไป เกาะช้าง หลัก ๆ มี 2 แห่ง คือ ท่าเรือเซ็นเตอร์พอยท์ และท่าเรืออ่าวธรรมชาติ แต่ที่ผมเลือกไปยังท่าเรืออ่าวธรรมชาติ เพราะเรือจะเร็วกว่า คือ ใช้เวลาเดินทางไปยังเกาะช้างประมาณ 30 นาที เรือออกทุกชั่วโมง ค่าโดยสารคนละ 80 บาท/เที่ยว (ไป-กลับ 160) ค่านำรถลงเรือจ่ายเพิ่มอีกคันละ 120 บาท/เที่ยว (ไป-กลับ 240) โดยเรือเที่ยวสุดท้ายจะออกตอน 1 ทุ่ม ทั้งนี้แนะนำให้โทรมาเช็คกับท่าเรือก่อนก็จะดีกว่าครับ

เมื่อมาถึงท่าเรือ เกาะช้าง แล้ว ต้องบอกว่าผมแอบตกใจนิด ๆ เพราะที่นี่เป็นเกาะที่ค่อนข้างใหญ่ และเส้นทางส่วนใหญ่ จะเป็นทางภูเขาค่อนข้างชัน มีหลาย ๆ โค้งที่แอบอันตราย สลับกับเขตชุมชนแนะนำว่า ควรขับขี่อย่างระมัดระวังหน่อยครับ และ จุดหมายที่ผมจะไปคือ อ่าวบางเบ้า ซึ่งไกลพอสมควรเลยครับ ผมใช้เวลาจากท่าเรือไปที่รีสอร์ทราว ๆ 40-50 นาทีครับ โดยจากท่าเรือแล้ว เราจะผ่าน อ่าวคลองสน หาดทรายขาว หาดคลองพร้าว หาดไก่แบ้ หาดโลนลี่บีช และ อ่าวบางเบ้า ซึ่งอยู่ไกลสุดเลยครับ และเนื่องจากวันที่ผมมาถึงค่อนข้างจะเย็นแล้วจึงมุ่งหน้าไปที่บางเบ้าโดยไม่ได้แวะจุดชมวิวไหนทั้งนั้น

และในที่สุดก็มาถึงที่พักของเรา โดยผมจองที่พักกับ Bhuvarin Resort เป็นห้อง Prime Ocean View Room with King Bed เจ้าของโรงแรมบอกว่านี่เป็นห้องที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งภายในห้องจะตกแต่งสไตล์โมเดิร์น มีประตูห้องเปิดออกไปเห็นวิวทะเล Sea sight ของอ่าวบางเบ้าแบบ Panoramic View เลยทีเดียว

พื้นที่ส่วนกลางตกแต่งแบบฮาวายมีสระว่ายน้ำแบบ Infinity Pool ที่ต่อกับอ่าวบางเบ้าเหมาะแก่การลงไปถ่ายรูปสวยๆมาลง IG สุดๆครับ

อย่างที่บอกไปว่ากิจกรรมหลักๆของที่นี่ จะเน้นการออกเรือไปดำน้ำซึ่งไม่ค่อยเหมาะกับผมเท่าไร เลยได้ไปคุยกับเจ้าของโรงแรมมา นอกจากออกเรือแล้ว ที่หลาย ๆ คนไม่รู้คือช่วง Low Season อย่างน่าฝน เป็นช่วงที่เหมาะจะมาเที่ยวที่นี่เหมือนกัน เพราะค่าห้องที่นี่จะถูกมาก ๆ และมุมสวย ๆ อีกมุมของที่นี่ ที่หลาย ๆ คนไม่รู้ก็คือการมาเที่ยวน้ำตก ซึ่งที่เกาะช้างนั้นมี น้ำตกคีรีเพชร, น้ำตกคลองหนึ่ง, น้ำตกธารมะยม, น้ำตกคลองนนทรี, และ น้ำตกคลองพลู แต่ใครที่จะมาหน้าฝนอาจจะต้องระวังเรื่องการเดินทางนิดนึงถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์อาจจะอันตรายหน่อย แนะนำว่าถ้าเป็นรถ 4×4 จะเหมาะกว่าครับ

แต่ด้วยเป้าหมายหลักของผมในทริปนี้นั้น คือการมาพักร่างกายล้วน ๆ ผมเลยตัดทุกแหล่งท่องเที่ยวออกหมด โดยตั้งเป้าเลยว่าจะมากิน ๆ นอน ๆ พอ และมุ่งไปหาของกินก่อนเลย แต่บอกตรง ๆ ว่าอาหารที่เกาะช้างนั้นอย่าคาดหวังมาก เรียกว่าทำได้ตามมาตราฐาน แต่ก็ไม่ได้อร่อยถึงขนาดที่ต้องมาซ้ำอะไร ทำให้แอบผิดหวังเล็ก ๆ แต่ก็ยังดีที่บรรยากาศโซนที่ผมมาพัก ค่อนข้างสงบ ไม่รู้เพราะว่า อ่าวบางเบ้า อยู่ไกลหรือว่านักท่องเที่ยวปีนี้ลดลงไปก็ไม่รู้ แต่บรรยากาศช่วงที่ผมมาสงบดี เหมาะแก่การถ่ายรูปเล่นริมหาด แล้วกลับไปนอนกลิ้งชิล ๆ ที่ห้อง นั่งมองทะเลให้หมดวันก็พอ

ส่วนกิจกรรมช่วงเย็น ๆ ถึงค่ำที่เกาะนั้นอาจจะไม่ต่างจากเกาะอื่น ๆ เท่าไร คือการทานอาหารค่ำริมหาด พร้อมชมพระอาทิตย์ตก และการแสดง ควงกระบองไฟ หากใครที่เคยชมมาบ้างแล้ว ก็บอกเลยครับว่าไม่ต่างกันเท่าไร ดูได้เพลิน ๆ ดี โดยร้านอาหารที่หาดนั้นก็จะตั้งติด ๆ กัน ทีมควงกระบองไฟก็จะโชว์ไปทีละร้าน ๆ หากใครที่ชมการแสดงจบแล้วก็อย่าลืมให้ทิปเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขาหน่อยนะครับ เพราะที่ทราบมาคือปกติแล้วร้านจะจ้างมาในราคาที่ไม่สูงมากนัก อาจจะเกือบ ๆ เท่าทุนเลย แต่พวกค่าอุปกรณ์เช่นน้ำมันก๊าซที่ใช้ หรือพวกฝอยขัดหม้อที่ใช้ปิดโชว์ราคาสูงพอสมควร ฉะนั้นก็ทิปให้ไปเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาจะได้อยู่ได้กันครับ

และทริป 3 วัน 2 คืนของผมก็ผ่านไปแบบรวดเร็ว กับการกิน ๆ นอน ๆ เดินเล่นริมหาด (เท่านี้จริง ๆ) ก็ถึงเวลาต้องกลับมาสู่โลกของพนักงานออฟฟิศกันแล้ว แต่ทริปนี้จะให้จบไปแบบนี้ก็อาจจะยังไม่ได้เติมเต็มความสุขเท่าที่ควร ดังนั้นเมื่อข้ามฝากกลับมาที่ตราดแล้วสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ตั้ง GPS ไปหาร้านอาหารที่ว่าเด็ด ๆ ในย่านนี้สักหน่อย ซึ่งเป้าหมายของผมก็คือ ร้าน ครัว ลุงตี๋ ซีฟู๊ด ตราด

เป็นร้านสไตล์บ้าน ๆ ริมทะเล ทางเข้าร้านแอบลึกลับนิดนึง ซึ่งวันที่ผมมาถึงเป็นช่วงเที่ยงพอดี แต่ว่าที่ร้านยังไม่มีลูกค้า ทำให้ไม่ต้องรอนานมาก เลยสั่งแบบจัดเต็มทั้งปูไข่ดอง ที่ไข่เป็นไข่ เสริ์ฟพร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด เด็ดจริง ๆ แบบนี้หาที่เกาะช้างไม่ได้นะคุณ

ต่อด้วยกั้งทอดกระเทียม ด้วยความที่มากันสองคนเจ้าของร้านเลยถามว่าจะเอาไซส์ไหน เราก็กลัวจะกินไม่หมดเลยสั่งไซส์เล็ก โอ้โห! พอจานมาวางปุ๊บคำถามคือนี่เล็กสุดที่ร้านมีแล้วหรอ? เนื้อแน่น ๆเน้น ๆ ฟินโคตร

มาทะเลเมนูปลาต้องมีเจ้าของร้านแนะนำว่าปลาตัวนึงทำได้สองเมนู ผมเลยสั่งเป็นต้มยำปลาไป ตัว น้ำซุป แซ่บ เปรี้ยวระกำ คือดีงามมากกำลังดีกลมกล่อม เนื้อปลาสด เด้งสู้ลิ้นไม่เละ อาโหล่ยยยย

ส่วนอีกครึ่งตัวให้ทำเป็นเมนูทอดน้ำปลา ก็บอกเลยว่าไม่ผิดหวังทอดมาดีไม่อมน้ำมัน กรอบนอกนุ่มในราดน้ำจิ้มซีฟู้ดอร่อยจบ

ปิดท้ายด้วยปลาหมึกไข่ย่าง 2 ตัว ย่างสุกกำลังดีกรุ๊บกริ๊บ อิ่มไปแบบฟิน ๆ

ขากลับก็แวะตัวเมืองซื้อกาแฟสักหน่อย จากนั้นก็ขับรถยาวกลับ กรุงเทพฯ กัน ส่วนใครที่อยากจะหาที่พักผ่อนวันหยุดแล้วล่ะก็ เกาะช้างก็เป็นอีกที่ ๆ น่าสนใจเช่นกัน โดยเฉพาะใครที่เบื่อชายหาดใกล้กรุงเทพฯ แล้วอาจจะลองขับรถออกมาไกลขึ้นหน่อยก็ช่วยเปลี่ยนบรรยากาศได้ดีเลยทีเดียวครับ


อ่านบทความอื่นๆ
ติดตามเพจ