คุณโดนโรค “ออร์โทเร็กเซีย” เล่นงานหรือเปล่า

คุมอาหาร : ความพยายามที่จะหันมาดูแลสุขาพกาย อาจส่งผลในทางตรงกันข้ามกับสุขภาพจิตของเรา และ “ออร์โทเร็กเซีย” หรือการหมายหมกมุ่น กับการกินอาหารสุขภาพ ก็เป็นความผิดปกติด้านพฤติกรรมการกินอาหารในระดับที่ร้ายแรง แถมจำนวนคนที่มีพฤติกรรมแบบนี้ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกต่างหาก ถ้าอยากรู้ว่า การ “กินดี” จะมีผลร้ายกับตัวคุณได้อย่างไร เราก็มีคำตอบให้คุณ

“กินสิเพื่อน แค่ชิ้นเดียว คงไม่ถึงกับตายหรอก”

คําพูดของเพื่อนทําให้ผมกังวลมาก ฉะนั้นถึงจะ ไม่ได้จิ้มเค้กเข้าปากเลยสักคํา ความรู้สึกผิดก็แล่น มาจุกที่คอหอยแล้ว ขณะที่เพื่อน ๆ พากันสวาปาม เค้กแต่งงานชิ้นที่สอง แล้วล้างคอด้วยแชมเปญ ผมกลับยอมอดอยากปากแห้ง เพราะชิ้นเค้กวานิลลา เนื้อนุ่มสอดไส้แยมผลไม้สด ซึ่งอุดมด้วยเนย และ น้ำตาลในสายตาของพวกเขา คือชั้นกลูเตนพิษ หน้าน้ำตาลซึ่งทําให้ไส้เน่าในสายตาของผม

ผมไม่ได้กินอะไรเลยทั้งคืน เพราะอาหาร เรียกน้ำย่อยเค็มเกินไป ไก่ซอสมันเยิ้ม ขนมปังโรล ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรกิน ผมเขียเค้กในจานเล่น และนึกถึง ความสบายใจที่เคยได้จากกล่องทัพเพอร์แวร์ที่เรียงไว้ เต็มตู้เย็นที่บ้าน ความรู้สึกว่าตัวเองเจ๋งกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในตอนแรก (แอบมองเพื่อน ๆ สวาปาม คาร์โบไฮเดรตประเภทที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง) ค่อย ๆ หมดไป และเมื่อเวลาในค่ำคืนนั้นผ่านไป เรื่อย ๆ ผมก็คิดว่า ตัวเองคงกลายเป็นตัวตลก ในสายตาของเพื่อนไปแล้ว

เรื่องทั้งหมด เริ่มต้นขึ้นจากความตั้งใจที่ดีแท้ ๆ คือมีการท้าแข่งเรื่องความฟิตระหว่างสองหน่วยงาน ผมเลยหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพ และ เลิกกินอาหาร ที่ไม่ดีกับตัวเอง แต่พอทําแบบนั้นได้สามเดือน ผมก็เริ่มหมกมุ่นจนไม่กินข้าวนอกบ้าน ไม่เข้าผับ และเครียดทุกครั้งที่ต้องไปงานแต่ง ซึ่งมีแต่อาหาร ที่กินไม่ได้ กฏเกณฑ์ที่ตั้งขึ้น ควรจะทําให้ผมรู้สึกดี แต่ถึงจะดูดี ผมก็รู้สึกแย่ และเวลาไปเข้ายิมเพื่อ ทําให้ตัวเองยิ่งดูดี ผมก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย

คุมอาหาร ไม่กินขยะ

คุมอาหาร : โรคที่ใคร ๆ ก็เป็นได้

การหมกมุ่นกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพจนเกิดผลเสียกับตัวเอง ดูจะเป็นประโยคที่ขัดแย้งกันในตัว โดยเฉพาะ เมื่อคิดถึงอัตราการเป็นโรคอ้วนที่กําลังพุ่ง สูงขึ้น การเลิกกินของไม่ดีจะให้โทษได้อย่างไร ? ถึง จะขัดแย้งกับความเชื่อของใครหลายคน แต่เหล่า นักจิตวิทยา และ นักกําหนดอาหารก็เห็นพ้องต้องกันว่า นี่คือปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการควบคุมอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้าง

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า คนที่มีปัญหานี้มักจะเป็น คนวัย 30 ที่ใส่ใจกับการดูแลสุขภาพ และ มีการศึกษาดี ในสังคมออนไลน์ก็มีแต่คนพูดถึงเรื่องของ การกินคลีน และ อาหารเพื่อสุขภาพ แถมหลายคน ยังชอบโพสต์รูปอาหาร ที่ดูไม่น่ากินเพื่อให้คนที่ตัวเอง ไม่รู้จักแสดงการยอมรับด้วยการกดไลค์อีกต่างหาก นี่คืออาการของคนที่มีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการกินประเภทใหม่ล่าสุด อย่างออร์โทเร็กเซีย และถ้าคุณเคยวิตกกังวลจนท้องไส้ปั่นป่วนหลังกินแซนด์วิชชีส หรือปฏิเสธคนที่ชวนกินมื้อเย็นเพราะกลัวอ้วน คุณก็อาจจะเป็นโรคนี้เช่นกัน

ถ้ายังไม่แน่ใจก็ลองถามตัวเองว่าเวลาที่จะ ทํามือเย็นกิน คุณให้ความสําคัญกับองค์ประกอบ ทางโภชนาการมากกว่ารสชาติของอาหารหรือเปล่า? คุณมีอาหารที่อยากกิน แต่ไม่คิดจะแตะเป็นบัญชีดําอยู่ในใจหรือเปล่า? การคิดว่าน่าจะลองกินสปาเกตตี ซอสเนื้อสูตรลับของเพื่อนดูสักครั้ง ทําให้คุณรู้สึกไม่สบายใจ (กับปริมาณคาร์โบไฮเดรต ไม่ใช่เครื่องปรุง รสเข้มข้น) หรือเปล่า?

ถ้ามีข้อที่คุณตอบว่า “ใช่” เหมือนกับที่ผมตอบ สิ่งที่เริ่มต้นจากความต้องการที่จะเป็นคนรูปร่างดี ก็อาจจะแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น และถึงแม้รอบเอว ที่ขยายใหญ่ขึ้น และ ปัญหาสุขภาพที่ตามมาจะเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจ แต่คนที่ตกอยู่ใต้อิทธิพล ของสิ่งที่ร้ายแรงพอ ๆ กันก็มีจํานวนไม่น้อยเลย “ในประเทศอังกฤษออร์โทเร็กเซีย ส่งผลกระทบต่อคนนับแสนหรืออาจจะนับล้าน” ดีนนี เจด นักจิตวิทยาที่ National Centre for Eating Disorders กล่าว “ปัญหานี้ใหญ่ขึ้นเพราะการควบคุมอาหารแบบ แหวกแนวกลายเป็นเรื่องที่สังคมให้การยอมรับ และอาจจะดูเป็นเรื่องเจ๋งด้วยซ้ำ”

ความแหวกแนวที่ว่านี้มีหลายแบบ แต่ทุกแบบ จะยึดหลักการเดียวกัน คือเป็นการควบคุมอาหาร ที่มีข้อจํากัด อย่างการควบคุม อาหารแบบพาเลโอ ที่ ต้องงดธัญพืช ถั่วหรือผลิตภัณฑ์นม หรือการควบคุม อาหารที่ต้องงดกลูเตนหรืออาหารแปรรูป และการ เลิกกินอาหารบางชนิดโดยไม่คํานึงถึงผลที่จะตามมา ก็ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตมากกว่าสุขภาพกาย ออร์โทเร็กเซียจึงเป็นปัญหาด้านสุขภาพจิตเช่นเดียวกับ ความผิดปกติด้านพฤติกรรมการกินทุกประเภท

อาหารพาเลโอ

คุณเป็นโรคออร์โทเร็กเซีย หรือเปล่า?

อย่าเพิ่งกังวล มาทําแบบทดสอบ Bratman Test กันก่อน ถ้าตอบว่า “ใช่” เกิน 4 ข้อ คุณก็ต้องคิดเรื่องอาหารให้น้อยลง แต่ถ้าตอบว่า “ใช่” ทุกข้อ คุณต้องรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านสุขภาพจิตแล้วล่ะ

  1. คุณคิดเรื่องโปรแกรมการควบคุมอาหาร วันละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง
  2. คุณจะวางแผนการกินอาหารแต่ละมื้อ ล่วงหน้าหลายๆ วัน
  3. คุณค่าทางโภชนาการของอาหารแต่ละมื้อ สําคัญกว่าความสุขที่ได้จากการกิน
  4. คุณภาพชีวิตในแต่ละวันของคุณแย่ลง ในขณะที่คุณภาพอาหารดีขึ้น
  5. ช่วงนี้คุณเริ่มจะเข้มงวดกับตัวเองมากขึ้น
  6. คุณจะนับถือตัวเองมากขึ้นเมื่อได้กิน อาหารเพื่อสุขภาพ
  7. คุณเลิกกินอาหารที่เคยชอบเพื่อหันมา กินอาหารที่ “เหมาะสม”
  8. การควบคุมอาหารทําให้คุณกินข้าว นอกบ้านไม่สะดวก จนต้องห่างเหิน กับเพื่อน ๆ และครอบครัว
  9. ถ้าควบคุมอาหารแล้วออกนอกลู่นอกทาง คุณจะรู้สึกผิด
  10. คุณจะรู้สึกว่าใจสงบ และ ไม่วิตกกังวล เมื่อได้กินอาหารเพื่อสุขภาพ

กรณีตัวอย่างของผม คือ มีคนรู้จักซึ่งโทษว่า ตัวเองไม่มีแรงเล่นเวต เพราะ ร่างกายได้รับ สารบีพีเอ จากห่อที่ใช้ บรรจุอาหาร ไม่ใช่เพราะ งดคาร์โบไฮเดรต มาราวสามสัปดาห์แล้ว และนั้นก็ไม่ตรงกับคําว่า “ สุขภาพ ทั้งกายและใจ” เลย

จุดที่แตกต่างจากความผิดปกติด้านพฤติกรรม การกินส่วนใหญ่ก็คือ คนที่เสี่ยงต่อโรคนี้มากที่สุดคือ คนแบบเรา ๆ นี่แหละ โดยเฉพาะผู้ชายที่สนใจเรื่อง ความฟิต อย่างคนที่ปล่อยให้อาหารเย็นซีด เพราะมัวแต่นั่งคํานวณปริมาณแคลอรีจากเว็บไซต์ หรือผู้ชาย ที่พยายามทําลายสถิติในการเดินขึ้น-ลงบันไดของ ตัวเองทุกวัน “ทั้งหญิง และ ชายจะมีความเสี่ยงด้วย เหตุผลที่ต่างกัน” เออร์ซูลา ฟิลพอต จากสมาคมนักกําหนดอาหารของประเทศอังกฤษ กล่าว “แต่ผู้ชายจะหมกมุ่นกับเรื่องของกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ตัวเลข และอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้ง่ายมาก”

นั้นแปลว่าเราก็มีโอกาสที่จะเป็นโรค ออร์โทเร็กเซีย แต่ก็ยังสงสัยว่าการควบคุมอาหาร โดยกินแต่อาหารเพื่อสุขภาพจะมีผลร้ายได้อย่างไร และถ้ามี เราจะรู้ได้อย่างไร วิธีสังเกตง่าย ๆ คือคนที่ เป็นโรคนี้ จะมีแต่มัดกล้าม และ ความรู้สึกผิด “ถ้ามี อย่างอื่นให้เลือก ฉันคงไม่กินแฮมเบอร์เกอร์” เจดบอก “แต่ถ้ามีแฮมเบอร์เกอร์อย่างเดียว ฉันก็กินได้ ส่วนคนที่เป็นโรคออร์โทเร็กเซียจะวิตกกังวลมาก และถ้าต้องกิน เขาก็จะรู้สึกเหมือนโดยวางยาเลยล่ะ”

คุมอาหาร junk food

ควบคุมอาหารแบบเข้มงวด

โทมัส เกรนเจอร์ อายุ 21 ปี นักศึกษา

ก่อนหน้านี้ ผมเคยน้ำหนักเกิน เลยพยายาม หาข้อมูลเกี่ยวกับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ และ การออกกําลังกายจนลดน้ำหนักได้ สําเร็จ แต่หลังจากผ่านไปไม่นาน ผมก็เริ่มหมกมุ่นจนไม่ยอมแตะอาหารที่เชื่อว่า เป็นสาเหตุที่ทําให้เกิดการอักเสบในร่างกาย อย่างน้ำตาล กลูเตน และ ผลิตภัณฑ์นม แถมยังเคยเรียกอาหารพวกนั้นว่ายาพิษ อีกต่างหาก และถ้ารู้ว่าจะต้องถูกรายล้อม ด้วยอาหารพวกนั้น ผมก็จะกินไปก่อน หรือกลับมากินทีหลัง รายการอาหารที่ผม กินไม่ได้เริ่มยาวขึ้น และการถูกรายล้อม ด้วยอาหารก็เริ่มทําให้วิตกกังวลมาก

ผมจะสบายใจก็ต่อเมื่อทําอาหาร กินเองเท่านั้น ไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ไรก็เล่นเอาหมดแรง เพราะผมจะอ่าน ฉลากสินค้าจนแน่ใจว่าอาหารทุกอย่างที่จะซื้อมากิน ไม่ได้เติมน้ำตาล ไม่มีส่วนผสม จีเอ็มโอ หรือ ไม่ใช้น้ำมันพืช ผมเริ่มเข้มงวด กับเรื่องกิน และ พยายามหว่านล้อมให้คนอื่น คิดแบบเดียวกันด้วย สุดท้ายก็ไม่มีใคร อยากทําอาหารให้ผมกิน เพราะคิดว่า คงทําให้ถูกใจไม่ได้แน่ ผมเลยกลายเป็น ผู้ชายที่ “บ้าอาหารเพื่อสุขภาพ” ในสายตา ของพวกเขา

น้ำหนักตัวของผมลดลงเรื่อย ๆ ผมเริ่ม มีปัญหาสุขภาพจริง ๆ และได้รับการวินิจฉัย ว่ามีภาวะลําไส้อักเสบเรื้อรังในภายหลัง เพราะร่างกายรับมือกับความเครียดที่เกิด จากตัวผมเองไม่ได้ แต่พอตกลงปลงใจว่า จะพยายามยืดหยุ่นกับเรื่องกินให้มากขึ้น ผมก็ค้นพบจุดสมดุล ซึ่งทําให้อาหารที่กิน เป็นอาหารเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง

ควบคุมอาหารแบบลงโทษตัวเอง

เจมี มิลลาร์ อายุ 31 ปี

ตอนเรียนอยู่ปี 2 ผมย้ายออกจากหอพักของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบริการอาหาร แล้วย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเช่า เลยต้องหาอาหารกินเอง พอมีอํานาจในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ผมก็อยาก หันมากินอาหารที่ “เหมาะสม” เลยเริ่ม หมกมุ่นกับเรื่องการควบคุมปริมาณอาหาร การคํานวณแคลอรี และ การจํากัดปริมาณ คาร์โบไฮเดรต แต่นอกจากจะสูญเสียไขมัน ในร่างกายแล้ว

ผมยังสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และ พละกําลังในการเล่นฟุตบอล เรียกว่าผอมจนนับซี่โครงได้เลย แต่สุดท้ายผมก็พยายาม ทําน้ำหนัก เพราะรู้สึกแย่กับรูปร่างตัวเอง ผมถึงตระหนักว่า การกินทูน่ากระป๋องกับ ข้าวโพดหวานเป็นอาหารเย็น ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อ สุขภาพ แม้ทั้งคู่จะเป็นอาหารธรรมชาติก็ตาม

ทุกวันนี้ในใจผมก็ยังเผลอจัดกลุ่มวัน เป็นวันที่ทําได้ “ดี” กับวันที่ทําได้ “ไม่ดี” และถ้าวันไหนทําตามที่ตั้งใจไว้ไม่ได้หรือจัด เป็นวันที่ทําได้ไม่ดี ผมก็จะหยุดกินทุกอย่าง จนถึงวันรุ่งขึ้น ผมจะตื่นขึ้นมาแต่เช้าพร้อมกับ ความรู้สึกผิด แล้วก็ไปออกกําลังกายชดเชย แต่ความช่วยเหลือของภรรยาก็ทําให้ผมเริ่ม ยืดหยุ่นกับเรื่องกินและพอใจในตัวเองมากขึ้น อย่างน้อยผมก็รู้แล้วว่าไม่ควรถามว่า ข้าวที่เธอหุงให้กินมีปริมาณกี่กรัม

ควบคุมอาหารแบบพาเลโอ

อะดิบ บาเมห์ อายุ 34 ปี ผู้บริหารร้านอาหาร

ผมเริ่มควบคุมอาหารแบบพาเลโอ เมื่อห้าปีที่แล้ว ผมมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ รู้สึก ไม่สบายตัว และคิดว่านั้นคือเรื่องปกติ แต่พอเลิกกินน้ำตาล กลูเตน และ ผลิตภัณฑ์นม ผมก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เลยเริ่มกดดันตัวเองหนักขึ้น โดยจะออกกําลังกายควบคู่กันไปด้วย ในแต่ละวันผมต้องออกกําลังกายจนเผาผลาญ ได้มากกว่าปริมาณที่กินเข้าไป 500 แคลอรี ตอนนั้นผมบ้าจนฉุดไม่อยู่เลยล่ะ

เวลามีใครชวนไปดื่ม ผมก็จะโกหก โดยบอกว่ายาที่กินอยู่ทําให้ดื่มไม่ได้ เวลาที่ต้องเข้าประชุมแบบมีอาหารให้กินด้วย ผมก็หมกมุ่นจนต้องเตรียมอาหารไปกินเอง หรือไม่ก็ยอมอด

ทุกวันนี้ผมยังควบคุมอาหารแบบ พาเลโอ และ ทําร้านอาหารแนวนี้อยู่ แต่จะเข้มงวดน้อยลง อย่างตอนไปเที่ยวที่มิลาน เมื่อไม่นานมานี้ผมก็กินพิซซ่า คือถ้าไม่ได้กินจนทําให้ร่างกายเต็มไปด้วยสารพิษ ก็ไม่มีปัญหา ผมพยายามควบคุมอาหารตามที่ ตั้งใจไว้ให้ได้สัก 80 เปอร์เซ็นต์ก็พอ

หมกมุ่นจนชีวิตแย่

คุมอาหาร ความรู้สึกผิดซึ่งเกิดขึ้นทันที่นี้ คือสิ่งที่ผมคุ้นเคยดี ในช่วงที่มีการท้าแข่งเรื่องความฟิต ผมเลยต้องนํา อาหารที่ทําเตรียมไว้ล่วงหน้าวันละ 5 มื้อ มาอุ่นกิน ทุก ๆ สามชั่วโมง และ อาหารทั้ง 5 มื้อทําให้ผมได้รับ สารอาหารหลักในปริมาณที่จําเป็นต่อการเสริมสร้าง กล้ามท้องพอดี (คือโปรตีน 195 กรัม คาร์โบไฮเดรต 240 กรัม และไขมัน 80 กรัม) เวลาในยามค่ำคืนหมดไปกับการชั่งตวงส่วนผสมสําหรับอาหารในวันถัดไป อย่างรอบคอบ เพราะถ้ามีความคลาดเคลื่อน ความรู้สึกผิดก็จะทําให้ผมนอนไม่หลับ

ผมต้องงดกลูเตน ผลิตภัณฑ์นม น้ําตาลและ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และ ไม่ช้ารายการข้อจํากัดก็เริ่มยาว จนการกินอาหารกับเพื่อน ๆ กลายเป็น สิ่งที่ทําให้ผมเครียด ถ้าพวกเขาลืมว่าผมไม่กินชีส ถ้าผมห้ามใจไม่ได้ และ เผลอทําเรื่องเลวร้ายอย่า มันฝรั่งล่ะ ? ฉะนั้น ถ้าไม่ได้พกกล่องทัพเพอร์แวร์ไปด้วย ผมก็ต้องกลับไปกินที่บ้าน ตอนนั้นผมรูปร่าง แต่สภาพจิตใจย่ำแย่เพราะหมกมุ่นกับการควบคุม อาหารจนในหัวมีแต่เรื่องของอาหาร พูดง่าย ๆ ก็คือ ออร์โทเร็กเซียเล่นงานผมเข้าให้แล้ว

“ถ้าการคุมอาหาร กินอาหารเพื่อสุขภาพ เริ่มเป็นอุปสรรค ต่อการใช้ชีวิตตามปกติ แปลว่าคุณถูกออร์โทเร็กเชีย เล่นงานแล้ว” ฟิลพอต บอก “ในวันคริสต์มาส วันเกิด และ งานแต่งงาน เราจะฉลองด้วยการกินอาหารที่ เหมาะกับแต่ละโอกาส ถ้าการกินอาหารเพื่อสุขภาพ ทําให้คุณไปร่วมงานสังคมพวกนั้นไม่ได้ ไปกินข้าวนอกบ้านไม่ได้ หรือออกไปพบปะสังสรรค์กับคนอื่น ไม่ได้ นั้นก็จะกลายเป็นปัญหา และ ถ้าโภชนาการเริ่ม กลายเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต จนคุณเริ่มใช้เวลาในการวางแผนและหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเกินไป มันก็จะกลายเป็นการหมกมุ่น”

แอบกินขนม

ผมจึงไปขอคําอธิบายจาก รัสเซลล์ เดลเดอร์ฟิลด์ นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแบรดฟอร์ดซึ่งกําลังศึกษา เรื่องความผิดปกติด้านพฤติกรรมการกินในผู้ชาย ว่าความต้องการที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีกลายเป็นความผิดปกติด้านพฤติกรรมการ กินได้อย่างไร? คนที่สภาพร่างกายแข็งแรงมีสภาพ จิตใจที่ย่ำแย่ได้อย่างไร? ผมบอกเขาไปว่าทุกอย่าง

เริ่มต้นจากแรงผลักดันที่จะทําให้ตัวเองรูปร่างดี แต่เขากลับบอกว่าปัญหาของผม เริ่มจากจุดที่ผม ปล่อยให้การควบคุมอาหารส่งผลเสียต่อเรื่องของ ความสัมพันธ์ “คุณจะเริ่มแยกตัวจากคนอื่นเพราะ กินอาหารกับพวกเขาไม่ได้ พวกเขาเตรียมอาหาร แบบที่คุณต้องการไม่ได้ และ ปัญหาก็อาจจะ ทวีความรุนแรงจนถึงจุดที่ทําให้คุณมีพฤติกรรม ไม่ต่างจากคนที่เป็นโรค อะนอเร็กเซีย อย่างเอาอาหาร ไปซ่อนและแอบทิ้งทีหลัง หรือพยายามไม่เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ ที่จะทําให้ตัวเองถูกรายล้อม ด้วยอาหารที่กินไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่าถ้าแค่อยากฟิต คุณก็ไม่ควรจะปล่อยให้เป็นแบบนั้น”

เดลเดอร์ฟิลด์ พูดถูก ผมเริ่มห่างเหินกับเพื่อน ๆ และ คงโทษพวกเขาไม่ได้ด้วย ผมยังไม่อยากไปไหนมาไหนกับตัวเองเลยด้วยซ้ำ อาหารครอบงําความคิดของผม และทําให้สภาพจิตใจแย่จนผมเริ่มจะปลง แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่าทําไมถึงควรจะเลิกกินอาหารเพื่อสุขภาพ? อะไรคือโทษที่มีต่อร่างกาย? คนที่เป็นโรคอะนอเร็กเซียอาจจะยอมอดอาหารจนตาย ส่วนคนที่เป็น โรคบูลิเมีย ก็อาจจะทําให้อวัยวะภายใน ได้รับความเสียหายแบบถาวร แต่สิ่งที่ผมกินก็เป็น อาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่หรือ?

ตัดสินจากคําเรียก

คําว่า “ออร์โทเร็กเซีย” ถูกบัญญัติขึ้นเมื่อเกือบ 20 ปี ก่อน โดย ดร.สตีเวน แบรตแมน แพทย์ชาวอเมริกัน ซึ่งยังเป็นบุคคลแรกที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ด้วย ดร.แบรตแมน ได้รับแรงบันดาลใจ จากงานเขียนทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับผลกระทบของอาหาร บางชนิด จนตัดสินใจหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพ

โดยพยายามจะกินแต่อาหาร ที่มีคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น พอยิ่งอ่านรายการอาหารที่เลิกกินก็ยิ่งยาว และในที่สุด เขาก็ตระหนักว่าการควบคุมอาหาร ของตัวเองมีข้อจํากัดมากจนให้โทษกับร่างกาย คือเริ่มทําให้ป่วย

“เรามักจะคิดว่าตัวเองทําถูกแล้วที่หันมากิน อาหารเพื่อสุขภาพ” อลัน อารากอน ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโภชนาการ กล่าว “แต่ถ้าเรายืดหยุ่นกับการ เลือกมากขึ้น ร่างกายก็จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ จากอาหารที่เรากินมากขึ้นด้วย” อารากอนบอกว่า ผู้ชายที่ชอบเข้ายิมเป็นโรคออร์โทเร็กเซียกันมากขึ้นจนน่าตกใจ และ สาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหานี้ก็คือ คําที่เราใช้เรียกอาหาร

คุมอาหาร เลือกอาหาร

“คําอย่าง “อาหารคลีน” และ “อาหารไม่คลีน” ทําให้เราตัดสินโดยอัตโนมัติ ว่าอาหารชนิดใด ไม่เข้าข่ายอาหารที่ควรกิน และถ้าเราควบคุมอาหาร อย่างเข้มงวด และ ไม่ยืดหยุ่น จนมีรายการอาหารที่ “กินไม่ได้” ยาวมาก และ มีรายการอาหารที่ “กินได้” น้อยมาก ร่างกายเราก็จะไม่ได้รับคุณค่าทางโภชนาการ จากอาหารที่คิดว่าไม่ควรกิน”

เขาบอกว่าอาหารแต่ละชนิดไม่ได้เป็นอาหารที่ดี หรือไม่ดีในตัวของมันเอง สิ่งที่เราควรจะให้ความสําคัญ คือ การควบคุมอาหารโดยกินอย่างเหมาะสมต่างหาก “อาจมี “การควบคุมอาหารแบบไม่คลีน” แต่คงไม่มี “อาหารไม่คลืน” หรอก เพราะเราคงพิจารณาอาหาร แต่ละชนิดแยกจากภาพรวมไม่ได้” และนั่นก็หมาย รวมถึงอาหารที่เราคิดว่าไม่ควรกินด้วย

คนที่เป็นโรคออร์โทเร็กเซียมักจะคิดว่า “อาหาร เพื่อสุขภาพ” กับ “การควบคุมอาหารเพื่อสุขภาพ” เป็นเรื่องเดียวกัน ซึ่งเป็นวิธีคิดที่อันตราย เช่น ใคร ๆ ก็รู้ว่าผักเคลมีประโยชน์ แต่ถ้าพยายามจะ ดํารงชีวิตด้วยการกินแต่ผักเคล คุณก็จะมีชีวิตที่ทนทุกข์ (และไม่ยืนยาว) เพราะหัวใจของการมีสุขภาพที่ดี และการมีความสุขไม่ได้อยู่ที่การกินผักตระกูลกะหล่ำ

และถ้าพิจารณาในภาพรวม นี่ก็คือจุดที่การหมกมุ่น กับการกินอาหารเพื่อสุขภาพ (ไม่ใช่การควบ คุมอาหาร เพื่อสุขภาพ) เริ่มส่งผลเสียต่อร่างกาย เพราะเมื่อ รายการอาหารที่กินได้เริ่มน้อยลง (เพราะการควบคุม อาหารเริ่มมีข้อจํากัดมากขึ้น และคุณก็ทําตามกฎเกณฑ์ อย่างเคร่งครัดด้วย) คุณก็จะไม่ได้รับสารอาหารจําเป็น ที่ร่างกายต้องนําไปใช้ให้เกิดความสมดุล

นี่คือสิ่งที่นักจิตวิทยาอย่างเจดพบเห็นอยู่ทุกวัน “ตอนคุยกับคนที่เป็นโรคออร์โทเร็กเซีย” เธอเล่า “หน้าที่ของฉันคือต้องพยายามทําให้พวกเขาเริ่มหัน ไปกินอาหารที่เป็นข้อจํากัดของตัวเอง และพวกเขา จะวิตกกังวลมาก” ลองนึกภาพว่าคุณต้องกล่อมคนที่ ควบคุมอาหารแบบพาเลโอมานานว่าต้องกินลาซานญา เพื่อสุขภาพของตัวเองดูก็ได้ “แต่พวกเขาก็จําเป็น ต้องทําอย่างนั้น โดยเฉพาะคนที่เริ่มมีภาวะขาดอาหาร อย่างรุนแรง เพราะการควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด จะทําให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอและ ต้องรับมือกับความเครียด ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ดี ต่อสุขภาพเลย”

คุมอาหาร ทำใจ

ถึงเวลาเปลี่ยนตัวเอง

ต้นตอของปัญหานี้คือข้อมูลที่กรอกหูอยู่ทุกวันว่า การไม่รู้จักเลือกกินกําลังทําลายชีวิตเรา เพราะมีคนเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานและ โรคหัวใจกันมากขึ้น และต้นตอของสาเหตุก็คืออาหารที่เรากิน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงช่วยกันรณรงค์ให้เราปกป้องตัวเอง โดยรอบคอบกับการเลือกกินให้มากขึ้น

จํานวนคนที่เป็นโรคออร์โทเร็กเซียในอังกฤษจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การหมกมุ่นกับการเลือกกิน กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างนั้นหรือ? “เราทําให้ตัวเองเสียสมดุล” เจตบอก “ออร์โทเร็กเซีย กลายเป็นเรื่องปกติเพราะเราซึมซับข้อมูลว่าถ้ายังกิน “แบบเดิม” ก็แปลว่าเราไม่รู้จักดูแลตัวเอง เราจึงภูมิใจกับการกินแบบ “คลีน” และคนที่พร้อมจะตามกระแสอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ก็ถูกออร์โทเร็กเซียเล่นงานโดย ไม่รู้ตัว” ก็คือคนที่มีความวิตกกังวลเป็นทุนเดิม และอยากฟิตอย่างผมนี่แหละ

ผมหมกมุ่นกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการ คุมอาหาร ที่คิดจะกินอยู่หลายเดือน และหลังจากนั้น ผมก็กลับไปทําอะไร “ตามปกติ” ไม่ได้ เพราะนอกจาก จะไม่อยากเสียกล้ามท้องไปง่าย ๆ แล้ว ผมยังลืมไปด้วยว่าจะทําตามปกติได้อย่างไร อารากอนบอกว่า เป็นธรรมดาของคนที่จุกจิกจูงกับเรื่องของคุณค่า ทางโภชนาการ “พอรูปร่างดี และ รู้ว่าต้องทําอย่างไร เราก็จะเปลี่ยนตัวเองได้ยากมาก” เขาบอก

พูดง่าย ๆ คือผมเลิกมีพฤติกรรมที่ส่งผลเสีย ต่อสุขภาพ แต่ดันไปมีพฤติกรรมใหม่ที่ส่งผลเสียต่อ ทั้งสุขภาพกาย และ สุขภาพจิตแทน ผมรู้ว่าตัวเองมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมการกิน และถ้า “เผลอ ๆ ดื่มกับเพื่อน ๆ หรือ “แอบขี้โกง” โดยสั่งของหวานกิน ผมก็จะเป็นทุกข์เพราะความรู้สึกผิด

คุมอาหาร เปลี่ยนตัวเอง

ผมยังอยากเป็นคนสุขภาพดี แต่ไม่อยาก สวาปามเค้กแต่งงานเหมือนเพื่อน ๆ เพราะเพิ่งจะเคย มีกล้ามท้อง เลยไม่อยากเสียมันไปกับการกินอาหาร พวกนั้น แล้วผมจะกินอาหารเพื่อสุขภาพต่อไปโดย ไม่ทําให้ตัวเองยิ่งหมกมุ่นได้อย่างไรล่ะ? พอผมไปขอ คําแนะนํา อารากอนก็บอกว่า “อย่าพยายามไปจุกจิก จู้จี้ กับมัน เราจะไปลงรายละเอียดกับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้หรอก

และการพยายามทําแบบนั้นก็ทําให้เรา มองภาพรวมไม่ออกด้วย ให้พยายามกินอาหารจากธรรมชาติ และ อาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูปเป็นหลัก แต่ก็ต้องยึดหยุ่นบ้าง เพราะถึงอาหารที่ไม่ควรกิน จะมีสัดส่วน 10-20 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่กิน เราก็ยังสุขภาพดีและ มีชีวิตที่ยืนยาวได้”

ความท้าทายสําหรับตอนนี้ คือ ต้องรู้จักมีความสุขกับอาหารที่กิน ไม่ใช่สารอาหารหลักที่จะได้จาก อาหารดังกล่าว และหันมากําหนดแนวทางแทน การตั้งกฎเกณฑ์ “ซึ่งจะทําจนเป็นกิจวัตรก็ได้” อรากอนบอก “แต่ต้องเป็นกิจวัตรที่คุณชอบ”

ผมเลยสร้างกิจวัตรใหม่ให้ตัวเอง โดยจะกิน แอปเปิ้ลหนึ่งผลในช่วงบ่าย (แม้จะมีปริมาณน้ำตาล สูงก็ตาม) และจะดื่มกับเพื่อนในคืนวันศุกร์ (หรืออาจ จะวันเสาร์ด้วย) แล้วผมก็จะโพสต์เฉพาะรูปอาหารที่ ทั้งอร่อย และ ดูน่ากินเท่านั้น เพราะนั่นคือสิ่งที่ดีต่อ สุขภาพสําหรับผม และเป็นพฤติกรรมที่ผมมองว่า น่าหมกมุ่นมาก


อ่านบทความอื่น ๆ
ติดตามเพจ Facebook