ดื่มชา ….ให้ดื่มด่ำ

ดื่มชา : “ชา” เป็นเครื่องดื่มที่เรียกว่า “อมตะ” ก็น่าจะได้ เพราะอยู่คู่โลกมาตั้งแต่ ชาวจีนค้นพบได้กว่าห้าพันปีแล้ว และ แม้จะมีแหล่งปลูกสําคัญอยู่ในเอเชีย อย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ศรีลังกา แต่เมื่อชาวตะวันตกค้นพบในศตวรรษที่ 17 ชาก็กลายเป็นเครื่องดื่มที่แพร่สะพัดไปทั่วโลกในรูปแบบต่าง ๆ กัน กระทั่งเกิดเป็นธรรมเนียม Tea Time อันโด่งดังของคนอังกฤษ

ความนิยมที่ไม่เสื่อมคลายนี้ เป็นเพราะใบชา ใบเล็ก ๆ ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ในยามที่คุณรู้สึกงัวเงีย หรือ อยากให้ร่างกายอบอุ่น พอดื่มชาแล้วจะรู้สึก กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที เพราะ ในใบชามีคาเฟอีน เช่นเดียวกับกาแฟ ซึ่งจะไปช่วยขยายทางเดินหายใจ ในปอด และ ยังมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ ( ซึ่งเป็นสาร ด้านอนุมูลอิสระ ) ในปริมาณมาก จึงช่วยลดการ เกิดโรคมะเร็งได้ และ ยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือด สังเกตได้ว่า อาหารจีนส่วนใหญ่ จะมีไขมันมาก แต่คนจีนที่นิยมดื่มชาหลังอาหาร หรือ ในระหว่างวันก็ยังมีสุขภาพดี

ในบรรดาชาที่นิยมดื่มกันนั้น มีชาคลาสสิกที่รู้จักกันดี คือ ชาดํา ชาเขียว และ ชาอูหลง ซึ่งแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน

ความต่างของ ชาเขียว ชาดํา ชาอูหลง

ชา

ชาเขียว

ชาญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก ชาชนิดนี้ ผ่านกระบวนการอบอย่างเดียวโดยไม่ผ่านการหมัก สีของซาจะเป็นสีเขียวหอมชวนดื่ม แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามใส่น้ำที่เดือดเกินไปเพราะกลิ่นหอมจะละลาย หายไป ส่วนชาเขียวมัทฉะคือการนําใบชาเขียว มาบดให้เป็นผงเพื่อนําไปชงได้ง่ายขึ้น

ชาดํา

ชาที่ผ่านการหมักโดยสมบูรณ์ วิธีการผลิต คือ เมื่อเก็บใบชามาแล้ว จะผึ่งให้แห้งเพื่อลดน้ำลงบางส่วน หลังจากนั้นจะนําไปบดด้วยลูกกลิ้ง ใบชาจะช้ำแต่ไม่ขาด เอนไซม์ในเซลล์จะย่อยสลายสาร เกิดเป็นกระบวนการหมักทําให้เกิดกลิ่นและรส จนใบชาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองแดง เมื่อนําไปอบแห้ง จะได้ชาดำ ซึ่งถือเป็นการหมักอย่างสมบูรณ์ ชาดําที่รู้จักกันดี และ เป็นที่นิยมคือ ชาผู่เอ่อของจีน และ ชาอัสสัมของอินเดีย

ชาอูหลง

ชาที่ผ่านกระบวนการหมักเพียงบางส่วน หรือกึ่งหมัก คือเมื่อหมักแล้วจะนําไปคั่วและนวด จากนั้นจึงนําไปขึ้นรูปเป็นเม็ดกลม การหมักนี้เอง ทําให้ชามีกลิ่น รส สี ที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเสน่ห์ ของการดื่มชา แต่ในขณะเดียวกันก็ทําให้สารคาเทชิน ซึ่งเป็นสารประเภทหนึ่งของไบโอฟลาโวนอยด์ ที่มีประโยชน์ลดลง

ดื่มชา ชาอูหลง

แต่กระบวนการหมักของชาทําให้เกิดสารตัวใหม่ ที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะดื่มชาชนิดใด ก็ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคหลอดเลือด ลดคอเลสเตอรอล และ ยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้

จากการศึกษาพบว่าการดื่มชาดํา 3 แก้ว ต่อวันหรือมากกว่านั้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อ โรคหลอดเลือดหัวใจ และถ้าดื่ม 1-6 แก้วต่อวัน จะช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ในเลือด แต่ถ้าดื่มชาชนิดนี้มากเกินไปคือ 8 แก้วต่อวัน จะทําให้ร่างกายได้รับคาเฟอีนมากไป ส่งผลต่อการดูดซึมของธาตุเหล็ก

ส่วนคนที่เป็นโรคกระเพาะ หรือมีแผลในกระเพาะอาหาร ไม่ควรดื่มชาดำ หรือ ชาฝรั่งแก่ ๆ ใส่นม เพราะ ชาก็เหมือนกับกาแฟ คือจะไปกระตุ้นกระเพาะอาหารให้หลังกรดออกมามากขึ้น ทําให้เกิดการระคายเคืองได้

นอกจากชาในความหมายของ “ใบชา” ซึ่งมาจากต้นชาที่เป็นชาคลาสสิกแล้ว ยังสามารถ เรียกสมุนไพรซึ่งผ่านกระบวนการทําให้แห้งและ ใช้วิธีชงแบบเดียวกับชาว่า “ชาสมุนไพร” ได้อีกด้วย

ชาสมุนไพร

ชาสมุนไพรสามารถทํามาจากทั้งสมุนไพรฝรั่ง และ สมุนไพรไทย โดยส่วนใหญ่จะนํามาทําให้แห้งก่อน นั่นเป็นชิ้นเล็กหรือบดเป็นผง อาจจะผสมเครื่องเทศที่ชอบ หรืออาจใส่ใบสมุนไพรสดชงกับชา เช่น ใบมินต์ ก็เรียกว่าชาใบมินต์ เป็นต้น วิธีการชง ชาสมุนไพรที่ง่าย ๆ แค่ตักสมุนไพรแห้ง 1 ช้อนชา (หรือ 2 ช้อนชา ถ้าเป็นชนิดสด) รินน้ำเดือดลงไป ปิดฝาไว้ประมาณ 5 นาทีก็รินชามาดื่มได้

ชาสมุนไพร

ไม่ว่าจะเป็นชาสมุนไพรของตะวันตกหรือ ของไทย ก็ล้วนมีสรรพคุณแตกต่างกันไปตามชนิด ของสมุนไพรที่นํามาทํา เมื่อดื่มเป็นน้ำชาที่มีกลิ่น หอมอ่อน ๆ จากสมุนไพรนั้น จะช่วยให้ร่างกาย อบอุ่นและรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างดี ชาสมุนไพร ที่น่ารู้จัก เช่น

  • ชาคาโมไมล์ ดอกคาโมไมล์ถูกนํามาทําชาดื่ม กันมานานแล้ว กลิ่นหอม ๆ สามารถช่วยย่อยอาหาร คลายความกระวนกระวาย ช่วยให้นอนหลับสบาย หลายคนจึงมักชงชาชนิดนี้ดื่มก่อนนอน
  • ชาไทม์ มีสรรพคุณช่วยแก้โรคติดเชื้อทุกชนิด อาทิ โรคหวัด หลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเนื่องจาก อาหารไม่ย่อย และทําให้จิตใจผ่อนคลายด้วย
  • ชาลาเวนเดอร์ กลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์ ที่ผสมอยู่ในเครื่องหอมต่าง ๆ เมื่อชงเป็นชาแล้ว จะช่วยผ่อนคลาย และ ทําให้หลับสบาย
  • ชาเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ ดอกเอลเดอร์ฟลาวเวอร์ (Elderflower) เป็นไม้ดอกเล็ก ๆ ที่อยู่รวมกันเป็นพุ่ม ของอังกฤษ ช่วยลดอาการหวัด เยื่อจมูกอักเสบ หรือปวดไซนัส เชื่อกันว่ามีฤทธิ์แก้อักเสบได้ด้วย
  • ชาดอกคําฝอย ชายอดนิยมสีส้มแสดตามเกษร ดอกไม้ที่นํามาทํา กลิ่นหอม มีสรรพคุณช่วยลด ไขมันในเส้นเลือด และ เป็นยาระบายอ่อนๆ
  • ชามะตูม ทําจากผลมะตูมแก่บดเป็นผง น้ำชา มีสีน้ำตาลแดง ส่วนใหญ่แต่งรสด้วยน้ำตาลเพื่อให้ รสดีขึ้น มีสรรพคุณบํารุงธาตุ แก้ร้อนใน และเป็น ยาอายุวัฒนะ
  • ชาหญ้าหนวดแมว รสชาติคล้ายชาจีน มีคุณสมบัติช่วยขับกรดยูริก ลดน้ำตาลในเลือด มีโพแทสเซียมสูง ชาชนิดนี้ ไม่เหมาะสําหรับคนที่ เป็นโรคหัวใจ

ดื่มชา เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชา

  • การใส่นมในซา จะใส่หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ความชอบ วิธีชงควรใส่นมลงในถ้วยก่อน จะช่วยให้นมผสมกับชาได้ดีขึ้น หากใส่นมทีหลัง จะทําให้สารแทนนินในซาตกตะกอนเกิดคราบชา ติดที่ถ้วย
  • การใส่มะนาวลงในน้ำชา เป็นแบบอย่าง การดื่มชาของรัสเซีย ซึ่งเข้ามาในประเทศอังกฤษ สมัยพระราชินีวิกตอเรีย
  • นักดื่มชาเห็นพ้องกันว่า “ป้านชา” หรือ “กาน้ำชา” ควรเป็นเครื่องเคลือบดินเผา กระเบื้อง หรือ แก้ว ซึ่งเก็บความร้อนได้ดีกว่า วัสดุเงินหรือสเตนเลส หากเป็นกาที่ทําจาก อะลูมิเนียมหรือเหล็กหล่อจะทําให้รสชาติ ของชาเปลี่ยนไป
  • ควรลวกกาน้ำชาให้ร้อนก่อนชงชาทุกครั้ง เพราะเมื่อเทน้ำเดือดลงบนใบชา ความร้อนจะได้คงที่ น้ำที่ใช้ชงชาควรเป็นน้ำต้มเดือดใหม่ๆ ไม่ควรใช้น้ำเดือดที่อุ่นซ้ำ
  • ชาเอิร์ลเกรย์ เป็นชาที่อบกลิ่นน้ำมันเบอร์กามอต จึงมีกลิ่นหอมสดชื่น
ดื่มชา เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชา

สารคาเทชินในซาแต่ละชนิด (ปริมาณ 100 กรัม)

  • ชาเขียว = 8-14.4 กรัม
  • ชาอูหลง = 4.14-4.92 กรัม
  • ชาดํา = 0.24-0.51 กรัม

ด้วยสรรพคุณมากมายเช่นนี้ จึงทําให้ชาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมมาอย่างยาวนาน และ ดูจะเพิ่มขึ้น เมื่อมีกระแสสุขภาพเข้ามาเสริม ดังนั้น ถ้าคุณอยากสุขภาพดีครบถ้วน ก็น่าจะเพิ่มการดื่มชาเป็นประจํา เข้าไปอีกสักข้อ นอกเหนือไปจากกินอาหารครบหมู่ ออกกําลังกายสม่ำเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อเติมเต็มสุขภาพ ให้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง


อ่านบทความอื่น ๆ
ติดตามเพจ Facebook