ในหน้าประวัติศาสตร์พม่า ชื่อของ พระนางศุภยาลัต มักปรากฏคู่กับภาพของราชินีผู้ทรงอำนาจ พระอุปนิสัยรุนแรง และเหตุการณ์นองเลือดภายในพระราชวังมัณฑะเลย์
พระนางถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกำจัดเชื้อพระวงศ์จำนวนมาก เพื่อเปิดทางให้พระเจ้าธีบอ พระสวามี ครองราชบัลลังก์โดยไม่มีคู่แข่ง กระทั่งมีคำกล่าวว่าความโหดร้ายของพระนางทำให้ประชาชนหมดศรัทธา และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่อาณาจักรพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวไม่ได้ตรงไปตรงมาเช่นนั้น
แม้การสังหารหมู่จะเกิดขึ้นจริง แต่ยังมีข้อถกเถียงว่าใครเป็นผู้สั่งการ พระนางศุภยาลัตมีบทบาทมากเพียงใด และภาพของ “ราชินีผู้ทำลายอาณาจักร” ถูกขยายให้รุนแรงขึ้นโดยงานเขียนในยุคอาณานิคมหรือไม่
นี่คือเรื่องราวของราชินีองค์สุดท้ายแห่งพม่า ผู้ถูกจดจำทั้งในฐานะทรราชหญิง และสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านจักรวรรดิอังกฤษ
พระนางศุภยาลัตคือใคร?

พระนางศุภยาลัต หรือ Supayalat ประสูติเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1859 เป็นพระราชธิดาของพระเจ้ามินดง กษัตริย์แห่งราชวงศ์โก้นบอง กับพระนางซินบยูมาชิน หรือที่รู้จักในฐานะพระราชินีแห่งพระราชวังกลาง
พระนางทรงเติบโตขึ้นภายในพระราชวังมัณฑะเลย์ ท่ามกลางระบบราชสำนักที่เต็มไปด้วยการแข่งขันทางอำนาจ เนื่องจากพระเจ้ามินดงมีพระโอรสและพระธิดาจำนวนมากจากพระมเหสีและพระสนมหลายพระองค์
เมื่อไม่มีการกำหนดรัชทายาทอย่างชัดเจน เชื้อพระวงศ์ชายหลายพระองค์จึงมีโอกาสขึ้นครองราชย์ได้ทั้งสิ้น
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การประชวรของพระเจ้ามินดงในปี 1878 ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสุขภาพของกษัตริย์ แต่กำลังจะกลายเป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อแย่งชิงราชบัลลังก์พม่า
เหตุใดเจ้าชายธีบอจึงได้ขึ้นครองราชย์?
เจ้าชายธีบอเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดงกับพระมเหสีที่ไม่ได้มีอำนาจสูงสุดในราชสำนัก เดิมทีพระองค์ทรงศึกษาพระพุทธศาสนาและไม่ได้ถูกมองว่าเป็นผู้มีฐานอำนาจแข็งแกร่งที่สุด
แต่พระองค์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระนางศุภยาลัต
พระนางซินบยูมาชิน พระมารดาของศุภยาลัต จึงสนับสนุนเจ้าชายธีบอให้เป็นผู้สืบราชบัลลังก์ นอกจากจะช่วยให้พระธิดาของพระนางกลายเป็นราชินีแล้ว กษัตริย์หนุ่มที่มีฐานอำนาจจำกัดย่อมต้องพึ่งพากลุ่มผู้สนับสนุนภายในราชสำนักอย่างมาก
ก่อนพระเจ้ามินดงสวรรคต เชื้อพระวงศ์ซึ่งอาจเป็นคู่แข่งหลายพระองค์ถูกเรียกตัวมายังพระราชวังและถูกควบคุมตัว ต่อมาเจ้าชายธีบอได้รับเลือกให้ขึ้นครองราชย์ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1878
ขณะนั้นพระเจ้าธีบอมีพระชนมายุประมาณ 20 พรรษา ส่วนพระนางศุภยาลัตมีพระชนมายุเพียง 18–19 พรรษาเท่านั้น
ศุภยาลัตกับการขึ้นเป็นพระมเหสีเอก

ตามธรรมเนียมราชสำนักพม่า พระมหากษัตริย์สามารถมีพระมเหสีหลายพระองค์ เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์กับกลุ่มอำนาจต่างๆ
เดิมทีพระเชษฐภคินีของศุภยาลัตคือพระนางศุภยาจี ถูกกำหนดให้เป็นพระมเหสีสำคัญของพระเจ้าธีบอ แต่ศุภยาลัตเข้าร่วมในพระราชพิธีอภิเษกและได้รับการสถาปนาเป็นราชินีด้วย
หลังจากนั้นพระนางค่อยๆ ก้าวขึ้นเป็นพระมเหสีเอก และมีอิทธิพลอย่างมากเหนือพระสวามี
เรื่องหนึ่งที่ทำให้พระนางแตกต่างจากราชินีพม่ารุ่นก่อน คือพระนางไม่ยอมให้พระเจ้าธีบอมีพระมเหสีและพระสนมจำนวนมากตามธรรมเนียมเดิม แม้พระเจ้าธีบอจะมีการอภิเษกกับพระขนิษฐาของพระนางอีกพระองค์ แต่พระนางศุภยาลัตยังคงเป็นผู้ครอบครองอำนาจสูงสุดภายในฝ่ายใน
พฤติกรรมดังกล่าวถูกตีความได้หลายมุม บางคนมองว่าพระนางมีความหึงหวงอย่างรุนแรง ขณะที่อีกมุมหนึ่งมองว่าพระนางกำลังทำลายระบบพหุภรรยาของกษัตริย์ และพยายามสร้างชีวิตสมรสแบบคู่เดียวภายในราชวงศ์
การสังหารหมู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1879 เกิดเหตุการณ์ที่กลายเป็นรอยด่างครั้งใหญ่ที่สุดในรัชสมัยพระเจ้าธีบอ นั่นคือการสังหารเชื้อพระวงศ์ซึ่งอาจกลายเป็นคู่แข่งทางการเมือง
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลายคืนภายในเขตพระราชวังมัณฑะเลย์ ผู้ถูกสังหารประกอบด้วยเจ้าชาย เจ้าหญิง และสมาชิกในครอบครัวของเชื้อพระวงศ์บางสาย
จำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอนไม่เป็นที่ยุติ
บันทึกบางฉบับระบุประมาณ 30 คน ขณะที่บางแหล่งประเมินว่ามีมากกว่า 40 คน หรืออาจสูงถึง 80 คน ตัวเลข “หลายร้อยคน” ที่พบในเรื่องเล่าสมัยใหม่จึงยังไม่มีหลักฐานหนักแน่นเพียงพอที่จะยืนยัน
ผู้ถูกสังหารส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อาจอ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์ หรือถูกใช้เป็นศูนย์กลางของการก่อกบฏต่อต้านพระเจ้าธีบอในอนาคต
เหตุใดจึงต้องใช้ท่อนไม้ในการประหาร?
หนึ่งในรายละเอียดที่ปรากฏในบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ คือการใช้ท่อนไม้หรือไม้ไผ่กดและทุบผู้ถูกประหารแทนการใช้ดาบ
สาเหตุมาจากความเชื่อและธรรมเนียมที่ไม่ต้องการให้พระโลหิตของเชื้อพระวงศ์ตกลงบนพื้นดิน การสังหารจึงถูกออกแบบให้ลดการหลั่งเลือดออกมาภายนอก
ร่างของผู้เสียชีวิตบางส่วนถูกบรรจุในกระสอบหรือผ้าสีแดง ก่อนนำไปฝังรวมกันภายในพื้นที่พระราชวัง มีเรื่องเล่าว่ามีการใช้ช้างเหยียบพื้นดินเหนือหลุมฝังศพ เพื่อทำให้ผิวดินเรียบและปกปิดร่องรอย
รายละเอียดเหล่านี้ปรากฏในพงศาวดารและเรื่องเล่าหลายสาย แต่ข้อปลีกย่อยบางประการแตกต่างกันไปตามแหล่งข้อมูล จึงควรแยกระหว่างสิ่งที่ยืนยันได้ว่าเกิดการสังหารหมู่ขึ้นจริง กับฉากอันน่าสยดสยองที่อาจถูกเติมแต่งในภายหลัง
เสียงดนตรีที่ใช้กลบเสียงกรีดร้องเป็นเรื่องจริงหรือไม่?
เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดระบุว่า ระหว่างการประหารมีการจัดการแสดงและบรรเลงดนตรีเสียงดัง เพื่อกลบเสียงร้องของผู้ถูกสังหารไม่ให้เล็ดลอดออกไปนอกบริเวณ
หลักฐานบางสายกล่าวว่า พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัตกำลังชมมหรสพในช่วงที่เกิดเหตุ จึงไม่ทราบว่าการสังหารกำลังดำเนินอยู่ ขณะที่แหล่งข้อมูลอีกส่วนมองว่าการแสดงอาจถูกจัดขึ้นเพื่อปิดบังแผนการโดยเจตนา
หนังสือ The Female Voice of Myanmar ซึ่งเผยแพร่โดย Cambridge University Press กล่าวถึงเรื่องวงดนตรีที่บรรเลงเพื่อกลบเสียง และระบุว่าพระโอรสของพระเจ้ามินดง 31 พระองค์ถูกสังหารในช่วงเวลาดังกล่าว Cambridge University Press
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังตอบไม่ได้แน่ชัดคือ ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์รับรู้แผนการล่วงหน้ามากเพียงใด
ใครเป็นคนสั่งสังหารเชื้อพระวงศ์?

ในเรื่องเล่าที่แพร่หลาย พระนางศุภยาลัตมักถูกระบุว่าเป็นผู้วางแผนสังหารทั้งหมด เพื่อปกป้องบัลลังก์ของพระสวามี
แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ชี้ไปที่พระนางเพียงคนเดียว
บุคคลที่ถูกมองว่ามีบทบาทสำคัญกว่า ได้แก่ พระนางซินบยูมาชิน พระมารดาของศุภยาลัต ตลอดจนขุนนางและผู้มีอำนาจในราชสำนักที่ต้องการกำจัดคู่แข่งของพระเจ้าธีบอ
นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าศุภยาลัตทราบเรื่อง แต่ไม่ได้เป็นผู้บัญชาการโดยตรง บางคนเห็นว่าพระนางมีส่วนร่วมกับแผนการ ขณะที่บันทึกของชาวอังกฤษในยุคนั้นมักวาดภาพพระนางเป็นผู้หญิงโหดเหี้ยมที่บงการกษัตริย์ผู้อ่อนแอ
พระนางศุภยาลัตปฏิเสธข้อกล่าวหาจนถึงช่วงปลายพระชนม์ชีพ โดยยืนยันว่าขณะเกิดเหตุพระนางยังมีอายุน้อย และไม่ได้เป็นผู้สั่งสังหารเชื้อพระวงศ์
ดังนั้น ประโยคที่ว่า “พระนางศุภยาลัตสั่งฆ่าคนทั้งหมด” จึงยังไม่ควรถูกนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
พระเจ้าธีบอไม่รู้เรื่องจริงหรือ?
เรื่องเล่าบางฉบับระบุว่า ผู้วางแผนพยายามทำให้พระเจ้าธีบอไม่รับรู้เหตุการณ์ หรือจัดมหรสพเพื่อเบี่ยงเบนความสนพระทัย
หลังทราบข่าว พระเจ้าธีบอมีคำสั่งให้ปล่อยตัวเจ้าชายที่ยังมีชีวิตอยู่ และทรงแสดงความเสียพระทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีบันทึกว่าพระองค์ทรงประกอบพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ยังตั้งคำถามว่า การสังหารขนาดใหญ่ภายในเขตพระราชวังจะสามารถเกิดขึ้นโดยที่กษัตริย์และราชินีไม่รับรู้เลยได้จริงหรือไม่
สิ่งที่อาจกล่าวได้อย่างระมัดระวังคือ ยังไม่มีข้อยุติว่าพระเจ้าธีบอทรงอนุมัติแผนการล่วงหน้า แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นภายใต้รัชสมัยของพระองค์ และช่วยทำให้รัฐบาลพม่าถูกมองว่าโหดร้ายในสายตาชาติตะวันตก
เรื่องสุนัขทรงเลี้ยงกับทหารเกือบ 20 คน
อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกใช้สนับสนุนภาพความโหดร้ายของพระนางศุภยาลัต คือเรื่องสุนัขทรงเลี้ยงที่เสียชีวิตหลังถูกกระจกบานใหญ่ทับ
ตามเรื่องเล่า พระนางทรงเสียพระทัยและกริ้วอย่างรุนแรง จนมีพระประสงค์จะประหารทหารที่เคลื่อนย้ายกระจกเกือบ 20 คน แต่พระเจ้าธีบอทรงทัดทานเอาไว้ จึงไม่มีการประหารเกิดขึ้น
เรื่องดังกล่าวถูกถ่ายทอดในฐานะคำบอกเล่าของผู้เคยทำงานในราชสำนัก แต่หาแหล่งข้อมูลร่วมสมัยที่ตรวจสอบได้ยาก จึงควรจัดอยู่ในกลุ่ม “เรื่องเล่าจากในวัง” มากกว่าหลักฐานที่ใช้ยืนยันพระอุปนิสัยของพระนางโดยตรง
การนำเรื่องนี้มาเล่าจำเป็นต้องระบุสถานะของหลักฐาน เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลทรงอำนาจมักถูกขยายรายละเอียดให้รุนแรงขึ้นเมื่อถูกถ่ายทอดต่อกันหลายครั้ง
พระนางศุภยาลัตทำให้พม่าตกเป็นของอังกฤษจริงหรือ?
คำกล่าวที่ว่า “พระนางศุภยาลัตทำให้พม่าล่มสลาย” เป็นคำอธิบายที่ง่ายเกินไป
อังกฤษยึดครองดินแดนพม่าตอนล่างไปแล้วหลังสงครามอังกฤษ–พม่าสองครั้งแรก ส่วนราชอาณาจักรพม่าตอนบนถูกกดดันทั้งในด้านการเมือง การค้า และการแข่งขันทางจักรวรรดินิยมมาเป็นเวลานาน
ชนวนสำคัญของสงครามอังกฤษ–พม่าครั้งที่สามในปี 1885 เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลพม่ากับบริษัท Bombay Burmah Trading Corporation ตลอดจนความกังวลของอังกฤษเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับฝรั่งเศส
อังกฤษยื่นคำขาดต่อรัฐบาลพม่า เมื่อไม่ได้รับคำตอบตามที่ต้องการ กองทัพอังกฤษจึงเคลื่อนกำลังขึ้นแม่น้ำอิรวดีและเข้ายึดกรุงมัณฑะเลย์
กองทัพพม่าขณะนั้นเสียเปรียบอย่างมากทั้งด้านอาวุธ การจัดการ และกำลังรบ แม้การกวาดล้างเชื้อพระวงศ์อาจทำให้ราชสำนักสูญเสียผู้นำและแรงสนับสนุนบางส่วน แต่ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้พม่าพ่ายแพ้
การกล่าวโทษผู้หญิงเพียงคนเดียวจึงบดบังปัจจัยสำคัญกว่า นั่นคือการขยายอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษและความเหลื่อมล้ำทางการทหารระหว่างสองฝ่าย
ภาพราชินีผู้ชั่วร้ายกับโฆษณาชวนเชื่อของอังกฤษ
ก่อนและระหว่างการเข้ายึดพม่า สื่ออาณานิคมอังกฤษมักนำเสนอพระเจ้าธีบอเป็นกษัตริย์ขี้เมา อ่อนแอ และป่าเถื่อน ส่วนศุภยาลัตถูกวาดให้เป็นหญิงเจ้าเล่ห์ที่บงการพระสวามีอยู่เบื้องหลัง
ภาพลักษณ์เช่นนี้มีประโยชน์ต่อจักรวรรดิอังกฤษ เพราะช่วยสร้างความชอบธรรมให้การรุกรานดูเสมือนเป็นการเข้าไปยุติการปกครองของทรราช
ไม่ได้หมายความว่าการสังหารหมู่ในพระราชวังไม่เคยเกิดขึ้น หรือราชสำนักพม่าไม่มีส่วนรับผิดชอบ แต่ประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกโดยฝ่ายผู้ยึดครองย่อมต้องถูกอ่านอย่างระมัดระวัง
งานศึกษาสมัยหลังตั้งข้อสังเกตว่า ภาพของศุภยาลัตในฐานะ “หญิงที่ทำลายชาติ” ยังถูกนำมาใช้ลดทอนบทบาทของผู้หญิงในการเมืองพม่าอีกหลายทศวรรษ Cambridge University Press
จุดจบของราชวงศ์โก้นบอง
เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1885 กองทัพอังกฤษเดินทางถึงกรุงมัณฑะเลย์ พระเจ้าธีบอจำต้องยอมจำนนและสละราชสมบัติ
พระเจ้าธีบอ พระนางศุภยาลัต พระราชธิดา และสมาชิกครอบครัวถูกนำออกจากพระราชวัง ก่อนถูกเนรเทศไปยังเมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดีย
รัชสมัยของทั้งสองสิ้นสุดลงหลังครองอำนาจได้ประมาณเจ็ดปี พร้อมกับจุดจบของราชวงศ์โก้นบองและระบอบกษัตริย์พม่า
พระเจ้าธีบอประทับอยู่ในอินเดียจนสวรรคตในปี 1916 ส่วนพระนางศุภยาลัตได้รับอนุญาตให้กลับพม่าในปี 1919 แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปประทับที่มัณฑะเลย์
พระนางสิ้นพระชนม์ที่นครย่างกุ้งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1925 ก่อนมีพระชนมายุครบ 66 พรรษา
จากทรราชหญิงสู่สัญลักษณ์ต่อต้านอาณานิคม
ในช่วงปลายพระชนม์ชีพ ภาพลักษณ์ของพระนางศุภยาลัตเริ่มเปลี่ยนไป
สำหรับอังกฤษ พระนางอาจเป็นอดีตราชินีผู้พ่ายแพ้ แต่สำหรับนักชาตินิยมพม่าบางกลุ่ม พระนางคือสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรีและการไม่ยอมก้มหัวให้เจ้าอาณานิคม
แม้ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุม พระนางยังคงรักษาขนบของราชสำนัก และไม่ยอมรับว่าอังกฤษมีสิทธิโดยชอบธรรมเหนือราชอาณาจักรของพระนาง
พระนางจึงกลายเป็นบุคคลที่มีภาพจำสองด้านอย่างชัดเจน
ด้านหนึ่งคือราชินีอารมณ์ร้อน ผู้ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการนองเลือดและความล่มสลายของราชวงศ์ อีกด้านหนึ่งคือหญิงผู้เข้มแข็ง ซึ่งยืนหยัดต่อต้านอำนาจจักรวรรดิจนถึงวาระสุดท้าย
พระนางศุภยาลัตโหดร้ายจริงหรือเป็นเหยื่อของประวัติศาสตร์?
เราไม่อาจปฏิเสธว่าในรัชสมัยของพระเจ้าธีบอและพระนางศุภยาลัต เกิดการสังหารสมาชิกในราชวงศ์ขึ้นจริง และผู้ครองอำนาจย่อมหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ได้ยาก
แต่เราก็ไม่ควรสรุปว่าพระนางเป็นผู้คิด สั่งการ และควบคุมเหตุการณ์ทั้งหมด หากหลักฐานยังไม่สามารถยืนยันได้
เรื่องราวของพระนางศุภยาลัตสะท้อนให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยผู้ที่มีอำนาจบันทึกและเผยแพร่เรื่องเหล่านั้น
สำหรับบางคน พระนางคือราชินีผู้โหดร้าย
สำหรับบางคน พระนางคือผู้หญิงที่ถูกโยนความผิดให้ เพื่ออธิบายความพ่ายแพ้ของทั้งอาณาจักร
และสำหรับอีกหลายคน พระนางคือราชินีองค์สุดท้าย ผู้สูญเสียราชบัลลังก์ บ้านเกิด และสมาชิกในครอบครัวให้แก่การขยายอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ
คุณคิดว่าพระนางศุภยาลัตเป็นราชินีผู้โหดร้ายจริง หรือภาพของพระนางถูกผู้ชนะทางประวัติศาสตร์สร้างให้กลายเป็นตัวร้ายมากเกินไป?
คำถามที่พบบ่อย
พระนางศุภยาลัตเป็นราชินีองค์สุดท้ายของพม่าหรือไม่?
ใช่ พระนางเป็นพระมเหสีเอกของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์โก้นบอง ก่อนพม่าตอนบนถูกอังกฤษยึดครองในปี 1885
พระนางศุภยาลัตสั่งสังหารเชื้อพระวงศ์จริงหรือไม่?
ยังไม่มีข้อยุติ หลักฐานบางแหล่งกล่าวหาว่าพระนางมีส่วนร่วม แต่หลายแหล่งชี้ว่าพระมารดาและขุนนางระดับสูงเป็นผู้วางแผนหลัก พระนางเองปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
การสังหารหมู่ในพระราชวังมัณฑะเลย์มีผู้เสียชีวิตกี่คน?
ตัวเลขแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูล ตั้งแต่ประมาณ 30 คน มากกว่า 40 คน ไปจนถึงราว 80 คน จึงไม่ควรระบุตัวเลขหลายร้อยคนเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่มีคำอธิบาย
เหตุใดพม่าจึงตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ?
สาเหตุสำคัญมาจากการขยายอำนาจของจักรวรรดิอังกฤษ ความขัดแย้งทางการค้า ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับฝรั่งเศส และความเสียเปรียบทางทหาร ไม่ได้เกิดจากพระนางศุภยาลัตเพียงคนเดียว
พระนางศุภยาลัตสิ้นพระชนม์ที่ใด?
พระนางสิ้นพระชนม์ที่นครย่างกุ้งในปี 1925 หลังได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับพม่าจากการเนรเทศในอินเดีย