Get In Touch
34 Flr.5 CP Tower 3 (Phayathai) Phayathai Road, Thung Phayathai, Ratchathewi, Bangkok 10400, Thailand.
[email protected]
Back

ความลับชีวิตไมเคิล แจ็กสัน เรื่องจริงหลังใบหน้า ผิวขาว และชีวิตที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

หากมองจากด้านหน้าของเวที ชีวิตของไมเคิล แจ็กสันอาจดูเหมือนความฝันที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถไปได้ไกลที่สุด

เขาเริ่มร้องเพลงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก กลายเป็นดาวเด่นของวง Jackson 5 ก่อนเติบโตขึ้นมาเป็นศิลปินเดี่ยวเจ้าของอัลบั้มขายดีระดับประวัติศาสตร์ มีท่าเต้นที่คนทั้งโลกพยายามเลียนแบบ และได้รับการยกย่องในฐานะ “ราชาเพลงป็อป”

แต่เมื่อไฟบนเวทีดับลง ชีวิตของไมเคิลกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ โรคทางผิวหนัง อุบัติเหตุรุนแรง ปัญหาการนอนหลับ และข่าวลือที่ติดตามเขาไปจนถึงวันสุดท้าย

บางเรื่องที่ผู้คนเชื่อกันมาหลายสิบปีเป็นความจริง บางเรื่องมีเพียงคำบอกเล่า และบางเรื่องถูกเล่าต่อจนผิดไปจากหลักฐานต้นทาง

นี่คือเรื่องราวเบื้องหลังชีวิตของไมเคิล แจ็กสัน พร้อมคำตอบว่า เขาอยากซื้อ Marvel จริงหรือไม่ ทำไมผิวจึงเปลี่ยนเป็นสีขาว เขาใส่วิกจริงไหม ผ่านการศัลยกรรมกี่ครั้ง และอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 50 ปี

เด็กชายที่มีชื่อเสียง แต่แทบไม่มีวัยเด็ก

ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 1958 ที่เมืองแกรี รัฐอินดีแอนา สหรัฐอเมริกา เขาเป็นหนึ่งในลูกๆ ของโจเซฟและแคเธอรีน แจ็กสัน

ความสามารถด้านการร้องเพลงของไมเคิลปรากฏให้เห็นตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเข้าร่วมวงของครอบครัวซึ่งต่อมากลายเป็น Jackson 5 และไม่นานก็ขึ้นมาเป็นนักร้องนำที่โดดเด่นที่สุดของวง

หลังเซ็นสัญญากับค่าย Motown ในปี 1968 วง Jackson 5 ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วจากเพลงอย่าง I Want You Back, ABC และ I’ll Be There ขณะที่เด็กทั่วไปยังใช้เวลาเรียนหนังสือและเล่นกับเพื่อน ไมเคิลกลับต้องฝึกซ้อม อัดเสียง เดินทาง และแสดงต่อหน้าผู้ชมจำนวนมาก

เบื้องหลังความสำเร็จคือการควบคุมอย่างเข้มงวดของโจ แจ็กสัน ผู้เป็นพ่อ ไมเคิลเคยเล่าว่าพ่อใช้ความรุนแรงระหว่างการฝึกซ้อม และมักวิจารณ์รูปลักษณ์ของเขา โดยเฉพาะเรื่องจมูก

ในการสัมภาษณ์กับโอปราห์ วินฟรีย์เมื่อปี 1993 ไมเคิลกล่าวถึงความกลัวที่มีต่อพ่อ รวมถึงคำพูดที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่สวยมาตั้งแต่วัยเด็ก โอปราห์เล่าในภายหลังว่า เรื่องของพ่อเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ไมเคิลเปิดใจอย่างมากระหว่างการสัมภาษณ์ครั้งนั้น Oprah.com

เราไม่สามารถวินิจฉัยย้อนหลังได้ว่าประสบการณ์เหล่านี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของเขาในระดับใด แต่ไมเคิลพูดด้วยตัวเองหลายครั้งว่า เขารู้สึกว่าวัยเด็กของตนถูกพรากไป

เนเวอร์แลนด์เกิดจากความต้องการชดเชยวัยเด็กจริงหรือไม่?

ในปี 1988 ไมเคิลซื้อที่ดินขนาดใหญ่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และพัฒนาเป็น Neverland Ranch ซึ่งตั้งชื่อตามดินแดนในเรื่อง Peter Pan สถานที่ที่เด็กๆ ไม่มีวันเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ภายในเนเวอร์แลนด์มีสวนสนุก รถไฟ โรงภาพยนตร์ สวนสัตว์ และเครื่องเล่นจำนวนมาก จนดูราวกับสวนสนุกส่วนตัวมากกว่าบ้านพักทั่วไป

ไมเคิลยอมรับว่าเนเวอร์แลนด์ช่วยชดเชยสิ่งที่เขาไม่ได้รับในวัยเด็ก แต่เขายังใช้สถานที่แห่งนี้ต้อนรับเด็กป่วยและครอบครัวผ่านองค์กรการกุศลต่างๆ ด้วย

ดังนั้น การอธิบายว่าเขาสร้างเนเวอร์แลนด์ “เพราะมีปมวัยเด็ก” เพียงอย่างเดียวจึงอาจง่ายเกินไป สถานที่แห่งนี้เป็นทั้งบ้าน พื้นที่ส่วนตัว สวนสนุก และภาพสะท้อนความพยายามสร้างโลกในวัยเด็กที่เขารู้สึกว่าตนเองไม่เคยได้สัมผัส

อย่างไรก็ตาม เนเวอร์แลนด์ยังกลายเป็นศูนย์กลางของข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดเด็กในเวลาต่อมา ไมเคิลปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด และในคดีอาญาปี 2005 คณะลูกขุนตัดสินให้เขาพ้นผิดจากทุกข้อหา ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงหลังจากเขาเสียชีวิต

จึงควรแยกระหว่างข้อเท็จจริงที่ว่าเขาถูกกล่าวหา ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาพ้นผิดในคดีปี 2005 และความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเขาซึ่งแต่ละฝ่ายยังคงมองแตกต่างกัน

ไมเคิล แจ็กสันอยากเป็น Spider-Man จริงหรือ?

หนึ่งในเรื่องที่ฟังดูเหมือนตำนานอินเทอร์เน็ต แต่มีคำบอกเล่าจากบุคคลที่เกี่ยวข้องจริง คือความสนใจของไมเคิลที่มีต่อ Spider-Man และ Marvel

สแตน ลี ผู้ร่วมสร้าง Spider-Man เคยเล่าว่า ไมเคิลเข้ามาพูดคุยกับเขาเกี่ยวกับการได้สิทธิ์สร้างภาพยนตร์ Spider-Man และแสดงความสนใจที่จะซื้อ Marvel เมื่อทราบว่าการได้สิทธิ์ตัวละครไม่ใช่เรื่องง่าย

สแตน ลีสันนิษฐานว่าไมเคิลอาจต้องการรับบทปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ด้วย แต่ยอมรับว่าไมเคิลไม่ได้บอกความต้องการนั้นกับเขาอย่างตรงไปตรงมา

เรื่องนี้จึงควรอธิบายว่า ไมเคิลเคยสำรวจความเป็นไปได้ในการซื้อ Marvel หรือสิทธิ์ Spider-Man และอาจต้องการมีส่วนร่วมในภาพยนตร์ ไม่ใช่สรุปว่าเขายื่นซื้อ Spider-Man แล้วถูก Marvel ปฏิเสธเพราะหน้าตาไม่เหมาะสม

นอกจากนี้ สแตน ลีไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจขายบริษัทหรือลิขสิทธิ์ตัวละครตามลำพัง และสุดท้ายก็ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น

เขาเคยอยากรับบท Professor X ด้วย

ความสนใจของไมเคิลในโลกซูเปอร์ฮีโร่ไม่ได้หยุดอยู่ที่ Spider-Man

ระหว่างการเตรียมสร้างภาพยนตร์ X-Men ซึ่งเข้าฉายในปี 2000 ไมเคิลเคยพบผู้กำกับไบรอัน ซิงเกอร์และทีมผู้สร้าง เพื่อเสนอว่าตนเองสามารถรับบทศาสตราจารย์ชาร์ลส์ เซเวียร์ หรือ Professor X ได้

ลอเรน ชูเลอร์ ดอนเนอร์ โปรดิวเซอร์ของภาพยนตร์ เล่าว่าเธอทักท้วงว่าศาสตราจารย์เอ็กซ์เป็นชายผิวขาวสูงวัย แต่ไมเคิลตอบว่าสามารถใช้การแต่งหน้าได้ และนำภาพยนตร์สั้นเรื่อง Ghosts มาแสดงให้ทีมงานดูเป็นตัวอย่างการแปลงโฉม

อย่างไรก็ตาม สตูดิโอไม่ได้พิจารณาเขาอย่างจริงจัง และบทดังกล่าวตกเป็นของแพทริก สจวร์ต Rolling Stone

เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากดนตรีแล้ว ไมเคิลยังต้องการขยายตัวเองไปสู่วงการภาพยนตร์ และมีความหลงใหลต่อตัวละครจากหนังสือการ์ตูนมากกว่าที่คนทั่วไปคาดคิด

ทำไมผิวของไมเคิล แจ็กสันจึงกลายเป็นสีขาว?

การเปลี่ยนแปลงของสีผิวเป็นหนึ่งในประเด็นที่ติดตามไมเคิลมากที่สุด

ตอนเป็นเด็ก ไมเคิลมีผิวสีน้ำตาลเช่นเดียวกับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว แต่ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ผิวของเขาค่อยๆ ดูอ่อนลง ก่อนกลายเป็นสีขาวเกือบทั่วร่างกายในช่วงหลังของชีวิต

คำอธิบายที่แพร่หลายคือ เขาไม่ต้องการเป็นคนผิวดำจึง “ฟอกผิวให้ขาว” แต่ข้อเท็จจริงซับซ้อนกว่านั้น

ไมเคิลเปิดเผยในการสัมภาษณ์กับโอปราห์ วินฟรีย์เมื่อปี 1993 ว่า เขาเป็นโรคด่างขาวหรือ vitiligo ซึ่งทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีถูกทำลายและเกิดรอยผิวสีขาวตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

เขายืนยันด้วยว่าตนเองภาคภูมิใจที่เป็นชาวอเมริกันผิวดำ และปฏิเสธว่าไม่ได้เปลี่ยนสีผิวเพราะต้องการเป็นคนผิวขาว

หลังเขาเสียชีวิต รายงานชันสูตรศพพบพื้นที่สูญเสียเม็ดสีบริเวณใบหน้า หน้าอก หน้าท้อง และแขน ยืนยันว่าเขาเป็นโรคด่างขาวจริง Reuters

ถ้าเป็นโรคด่างขาว แล้วทำไมผิวจึงขาวสม่ำเสมอทั้งตัว?

โรคด่างขาวมักไม่ได้ทำให้ผิวเปลี่ยนสีอย่างสม่ำเสมอพร้อมกันทั้งร่างกาย แต่จะเกิดเป็นรอยด่างกระจายตามตำแหน่งต่างๆ

ในช่วงแรก ไมเคิลจึงใช้เครื่องสำอางเพื่อปกปิดความแตกต่างระหว่างผิวส่วนที่ยังมีเม็ดสีกับส่วนที่กลายเป็นสีขาว

เอกสารทางการแพทย์ที่ถูกนำเสนอในคดีเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขาระบุว่า เขาได้รับการรักษาเกี่ยวกับโรคด่างขาว และมีการใช้ผลิตภัณฑ์ลดเม็ดสีเพื่อทำให้สีผิวบริเวณที่เหลือใกล้เคียงกันมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ คำตอบที่แม่นยำจึงไม่ใช่ “เป็นโรคด่างขาวทั้งหมด” หรือ “ฟอกผิวทั้งหมด” แต่เป็นเขามีโรคด่างขาวจริง และมีการรักษาเพื่อปรับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอให้กลมกลืนกัน

ประเด็นสำคัญคือ การรักษาสีผิวให้สม่ำเสมอไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าเขาเกลียดเชื้อชาติของตัวเอง

สีผิวของไมเคิลเกี่ยวข้องกับเพลง Black or White หรือไม่?

เพลง Black or White เปิดตัวในปี 1991 พร้อมข้อความต่อต้านการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ แต่ช่วงเวลานั้นสีผิวของไมเคิลเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดแล้ว

ความย้อนแย้งนี้ทำให้เขาถูกตั้งคำถามว่า หากสีผิวไม่สำคัญ เหตุใดเขาจึงทำให้ตัวเองดูขาวขึ้น?

ปัญหาคือสาธารณชนยังไม่รู้ว่าเขาเป็นโรคด่างขาว เพราะไมเคิลเพิ่งออกมาเปิดเผยเรื่องนี้อย่างชัดเจนในปี 1993

เมื่อพิจารณาร่วมกับผลชันสูตรซึ่งยืนยันโรคด่างขาว การใช้เพลง Black or White เป็นหลักฐานว่าเขาปฏิเสธความเป็นคนผิวดำจึงไม่สมเหตุสมผลนัก

อุบัติเหตุไฟไหม้ศีรษะที่เปลี่ยนชีวิตเขา

วันที่ 27 มกราคม 1984 ไมเคิลและพี่น้องกำลังถ่ายทำโฆษณาให้ Pepsi ที่ Shrine Auditorium ในลอสแอนเจลิส

ฉากหนึ่งกำหนดให้ไมเคิลเดินลงบันไดท่ามกลางเอฟเฟกต์พลุ แต่ระหว่างการถ่ายทำ เปลวไฟจากเอฟเฟกต์จุดติดเส้นผมของเขา

ไมเคิลยังคงเต้นต่อไปในช่วงแรก เพราะไม่ทันรู้ว่าศีรษะกำลังติดไฟ ก่อนที่ทีมงานและผู้ที่อยู่ใกล้เคียงจะเข้าช่วยดับไฟ เขาได้รับบาดเจ็บรุนแรงบริเวณหนังศีรษะและต้องเข้ารับการรักษา

อุบัติเหตุดังกล่าวทำให้เกิดแผลเป็นบนหนังศีรษะ และไมเคิลต้องผ่านการผ่าตัดเพื่อรักษาบาดแผลอีกหลายครั้ง

ต่อมา Pepsi จ่ายเงินชดเชยประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์ และไมเคิลนำเงินดังกล่าวไปบริจาคให้ศูนย์รักษาแผลไฟไหม้ที่ Brotman Medical Center

ไมเคิล แจ็กสันใส่วิกจริงหรือไม่?

คำตอบคือ ในช่วงท้ายของชีวิตเขาใส่วิกจริง

รายงานชันสูตรระบุว่าบนศีรษะของไมเคิลมีวิกผมสีดำ และพบแผลเป็นรวมถึงพื้นที่ซึ่งมีเส้นผมบางลง โดยสัมพันธ์กับอาการบาดเจ็บและการรักษาบริเวณหนังศีรษะในอดีต

อย่างไรก็ตาม การบอกว่าเขา “หัวล้านทั้งศีรษะ” หรือ “ใส่วิกตลอดเวลานับตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ” เป็นการสรุปเกินกว่าหลักฐาน รายงานยืนยันสภาพร่างกายในวันที่เขาเสียชีวิต แต่ไม่ได้บันทึกว่าเขาเริ่มใส่วิกตั้งแต่เมื่อใดหรือสวมทุกวันตลอดหลายสิบปี

ไมเคิลยังมีรอยสักเพื่อความงามบริเวณหนังศีรษะ คิ้ว รอบดวงตา และริมฝีปาก ซึ่งอาจช่วยให้รูปลักษณ์บนใบหน้าดูสม่ำเสมอขึ้น

อุบัติเหตุของ Pepsi ทำให้เขาติดยาแก้ปวดจริงหรือไม่?

หลังจากเกิดอุบัติเหตุ ไมเคิลต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและการผ่าตัดบริเวณหนังศีรษะ จึงมีการใช้ยาแก้ปวดระหว่างกระบวนการรักษา

ในปี 1993 เขาประกาศยกเลิกการแสดงช่วงที่เหลือของ Dangerous World Tour และเปิดเผยว่าตนเองมีภาวะพึ่งพายาแก้ปวดตามใบสั่งแพทย์ โดยเข้ารับการบำบัดในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุนี้ อุบัติเหตุ Pepsi จึงมักถูกนำเสนอว่าเป็น “จุดเริ่มต้นของการติดยาที่นำไปสู่ความตาย”

แต่เราไม่ควรลากเส้นตรงจากอุบัติเหตุปี 1984 ไปยังการเสียชีวิตในปี 2009 โดยไม่มีช่องว่าง เพราะชีวิตของเขาตลอด 25 ปีหลังจากนั้นยังมีทั้งการผ่าตัด ความเจ็บปวด ความเครียด และปัญหานอนไม่หลับอีกหลายช่วง

กล่าวได้เพียงว่าอุบัติเหตุดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการรักษาอาการปวด ไม่ใช่หลักฐานว่าเหตุการณ์ครั้งเดียวทำให้เขาใช้ยาทุกชนิดต่อเนื่องจนเสียชีวิต

ส่วนเรื่องที่ว่าเส้นเลือดบริเวณแขนของเขาแข็งจนแพทย์ต้องเปลี่ยนไปฉีดยาที่ขา ไม่ปรากฏหลักฐานทางการที่น่าเชื่อถือเพียงพอ จึงไม่ควรนำมาเขียนเป็นข้อเท็จจริง

ไมเคิล แจ็กสันศัลยกรรมกี่ครั้ง?

ไมเคิลยอมรับในหนังสือ Moonwalk ว่า เขาผ่าตัดจมูกสองครั้งและทำรอยบุ๋มที่คาง โดยอธิบายว่าการผ่าตัดจมูกเกี่ยวข้องกับทั้งรูปลักษณ์และการช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น

ระหว่างการสัมภาษณ์กับโอปราห์ เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำโหนกแก้ม ดวงตา หรือริมฝีปาก และกล่าวว่าจำนวนการทำศัลยกรรมไม่ได้มากอย่างที่สื่อรายงาน

ขณะเดียวกัน รายงานชันสูตรพบรอยแผลผ่าตัดหลายตำแหน่งบริเวณใบหน้า หลังหู จมูก คาง และลำคอ แต่รอยเหล่านี้ไม่สามารถใช้ระบุจำนวนการศัลยกรรมได้อย่างแม่นยำ เพราะการผ่าตัดหนึ่งครั้งอาจทำให้เกิดแผลมากกว่าหนึ่งตำแหน่ง และบางแผลอาจเกี่ยวข้องกับการรักษาบาดเจ็บ ไม่ใช่การเสริมความงาม

ดังนั้น คำตอบที่ตรงไปตรงมาคือ เขาผ่านการศัลยกรรมจริงอย่างน้อยตามจำนวนที่ยอมรับด้วยตัวเอง แต่ไม่มีหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันได้แน่ชัดว่าทั้งชีวิตทำทั้งหมดกี่ครั้ง

เขา “เสพติดศัลยกรรม” จริงหรือ?

คำว่า “เสพติดศัลยกรรม” เป็นการวินิจฉัยเชิงพฤติกรรมที่ไม่ควรใช้กับบุคคลโดยไม่มีหลักฐานทางการแพทย์

รูปลักษณ์ของไมเคิลเปลี่ยนไปมากจริง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่ อายุ น้ำหนัก ทรงผม การแต่งหน้า โรคด่างขาว การรักษาหนังศีรษะ และการศัลยกรรม

นอกจากนี้ คำล้อเลียนจากพ่อเกี่ยวกับจมูกอาจส่งผลต่อความมั่นใจของเขา แต่เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นสาเหตุโดยตรงของการศัลยกรรมทุกครั้ง

จึงควรใช้ถ้อยคำว่า “เขามีความไม่มั่นใจในรูปลักษณ์และผ่านการศัลยกรรมหลายขั้นตอน” มากกว่าฟันธงว่าเขาป่วยเป็นโรคเสพติดศัลยกรรม

ไมเคิล แจ็กสันเสียชีวิตเพราะเสพยาเกินขนาดจริงหรือไม่?

ไมเคิลเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2009 ขณะมีอายุ 50 ปี ก่อนเริ่มคอนเสิร์ตชุด This Is It ที่กรุงลอนดอน

สาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการคือภาวะพิษเฉียบพลันจากโพรโพฟอล โดยมีฤทธิ์ของยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีนเป็นปัจจัยร่วม เจ้าหน้าที่ชันสูตรจัดลักษณะการเสียชีวิตเป็น homicide หรือการเสียชีวิตจากการกระทำของบุคคลอื่น

คำว่า homicide ในรายงานนิติเวชไม่ได้แปลว่าเป็นการฆาตกรรมโดยเจตนาเสมอไป แต่หมายถึงการเสียชีวิตที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่น และต้องใช้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาความรับผิดอีกขั้นหนึ่ง ABC News

ในเวลานั้น ไมเคิลมีปัญหานอนไม่หลับอย่างรุนแรง และได้รับโพรโพฟอลในบ้านพักจากนายแพทย์คอนราด เมอร์เรย์ ทั้งที่ยาชนิดนี้เป็นยาสลบซึ่งควรใช้ในสถานที่ที่มีอุปกรณ์ติดตามสัญญาณชีพและอุปกรณ์ช่วยชีวิตอย่างเหมาะสม

ปี 2011 คณะลูกขุนตัดสินให้เมอร์เรย์มีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยไม่เจตนา

ดังนั้น การพูดเพียงว่า “ไมเคิลฉีดยาเกินขนาดจนเสียชีวิต” จึงทำให้ข้อเท็จจริงสำคัญหายไป เพราะยาถูกบริหารโดยแพทย์ และการใช้ยาสลบโดยขาดมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสมเป็นแกนสำคัญของคดี

รายงานชันสูตรเปิดเผยอะไรอีกบ้าง?

นอกจากโรคด่างขาว วิกผม และบาดแผลบนหนังศีรษะ รายงานชันสูตรยังพบว่าไมเคิลมีน้ำหนักประมาณ 61.7 กิโลกรัม และสูงประมาณ 175 เซนติเมตร

แม้จะมีข่าวลือว่าเขาผอมจนร่างกายทรุดโทรมอย่างรุนแรง แต่ดัชนีมวลกายยังอยู่ในช่วงค่อนข้างผอมแต่ไม่ถึงกับขาดสารอาหารขั้นวิกฤต หัวใจและหลอดเลือดหัวใจไม่ได้มีความผิดปกติรุนแรงพอจะเป็นสาเหตุการเสียชีวิต

นี่เป็นอีกตัวอย่างว่ารายงานชันสูตรไม่ควรถูกนำไปขยายเป็นเรื่องสยองขวัญเพื่อเรียกยอดเข้าชม เพราะรายละเอียดหลายอย่างที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ถูกแต่งเติมให้รุนแรงกว่าข้อมูลในเอกสารจริง

เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน?

เรื่องที่เล่ากันสิ่งที่หลักฐานรองรับ
ไมเคิลอยากซื้อ Spider-Manเขาเคยพูดคุยเรื่องสิทธิ์ Spider-Man และสำรวจการซื้อ Marvel จริง แต่รายละเอียดว่าเขาจะรับบทเองเป็นข้อสันนิษฐานของสแตน ลี
ไมเคิลอยากเป็น Professor Xจริง เขาเข้าพบทีมสร้าง X-Men เพื่อเสนอรับบท แต่สตูดิโอไม่ได้พิจารณาอย่างจริงจัง
เขาฟอกผิวเพราะไม่อยากเป็นคนดำไม่มีหลักฐานรองรับ เขาเป็นโรคด่างขาวจริงและใช้การรักษาเพื่อทำให้สีผิวสม่ำเสมอ
เขาหัวล้านและใส่วิกรายงานชันสูตรยืนยันว่าใส่วิกและมีผมบางร่วมกับแผลเป็นบนหนังศีรษะ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผมเหลือเลย
อุบัติเหตุ Pepsi ทำให้ติดยาจนเสียชีวิตอุบัติเหตุทำให้ต้องรักษาอาการปวดจริง แต่ไม่สามารถระบุว่าเป็นสาเหตุเดียวของปัญหาการใช้ยาตลอดชีวิต
เขาเสพติดศัลยกรรมเขาศัลยกรรมจริง แต่ไม่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยว่า “เสพติด”
เขาฉีดยาสลบจนตัวเองเสียชีวิตไม่ครบถ้วน โพรโพฟอลถูกบริหารโดยแพทย์ และแพทย์ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยไม่เจตนา

ชีวิตที่มีทั้งความจริงและภาพลวงตา

เรื่องราวของไมเคิล แจ็กสันแสดงให้เห็นว่า ชื่อเสียงไม่ได้ปกป้องมนุษย์จากความเจ็บปวดเสมอไป และบางครั้งมันกลับขยายทุกบาดแผลให้ปรากฏต่อสายตาคนทั้งโลก

สีผิวของเขาถูกนำไปตีความว่าเป็นการปฏิเสธเชื้อชาติ ทั้งที่มีโรคด่างขาวจริง วิกผมของเขาถูกใช้เป็นเรื่องล้อเลียน ทั้งที่เบื้องหลังคืออุบัติเหตุไฟไหม้ศีรษะ ส่วนการเสียชีวิตมักถูกย่อเหลือเพียงคำว่า “เสพยาเกินขนาด” ทั้งที่มีความบกพร่องทางการแพทย์และคดีอาญาตามมา

แน่นอนว่าไมเคิลไม่ใช่บุคคลที่ปราศจากข้อถกเถียง หลายส่วนในชีวิตของเขายังคงมีคำถามที่ไม่มีคำตอบร่วมกัน แต่การมองเขาอย่างเป็นธรรมไม่ได้หมายถึงการปกป้องทุกการกระทำ หากหมายถึงการแยกหลักฐาน คำกล่าวหา ข่าวลือ และข้อสันนิษฐานออกจากกัน

ท้ายที่สุด ความลับที่น่าเศร้าที่สุดของราชาเพลงป็อปอาจไม่ใช่เรื่องใบหน้า สีผิว หรือวิกผม แต่คือการที่เด็กชายคนหนึ่งได้รับชื่อเสียงเร็วเกินไป และใช้เวลาที่เหลือของชีวิตพยายามตามหาวัยเด็กซึ่งไม่มีวันย้อนกลับมาได้อีก

ถ้าคุณสามารถถามไมเคิล แจ็กสันได้หนึ่งคำถาม คุณอยากถามเรื่องอะไรที่สุด?

JVD
JVD
https://jeveuxdire.com/portfolio/
แอดมินและทีมงาน JeVeuxDire คือกลุ่มคนทำคอนเทนต์ที่หลงใหลเรื่องราวน่าสนใจจากทั่วโลก ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ เรื่องแปลกและปริศนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ไปจนถึงธรรมชาติและสังคม เราตั้งใจค้นคว้า เรียบเรียง และถ่ายทอดเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สนุก และชวนให้ผู้อ่านมองโลกในมุมที่กว้างขึ้น เพราะเราเชื่อว่าทุกเรื่องราวมีบางสิ่งให้ค้นพบเสมอ
  • 34 Flr.5 CP Tower 3 (Phayathai) Phayathai Road,
    Thung Phayathai, Ratchathewi,
    Bangkok 10400, Thailand.

This website stores cookies on your computer. Cookie Policy