ลองเปิดตู้เย็นของคนไทยดูสักสิบหลัง อย่างน้อยหนึ่งในนั้นอาจมียาคูลท์ขวดเล็กๆ วางอยู่ตรงช่องประตู
เครื่องดื่มสีครีมอมส้มรสหวานอมเปรี้ยวชนิดนี้ดูเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมดาที่อยู่คู่กับชีวิตประจำวันของเรามานาน แต่เบื้องหลังขวดขนาดไม่กี่อึกกลับเต็มไปด้วยเรื่องราว ตั้งแต่ทฤษฎีเรื่องอายุยืนของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ความทรงจำเกี่ยวกับโรคระบาดของเด็กชายชาวญี่ปุ่น ไปจนถึงระบบขายตรงโดย “สาวยาคูลท์” ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในหลายประเทศ
ยาคูลท์ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเพียงเพราะมีคนอยากสร้างเครื่องดื่มรสชาติอร่อย แต่เกิดจากคำถามที่จริงจังกว่านั้นว่า เราจะช่วยให้คนธรรมดาเข้าถึงการดูแลสุขภาพลำไส้ในราคาที่จ่ายไหวได้อย่างไร?
จุดเริ่มต้นจากคำถามว่า ทำไมคนบางพื้นที่จึงอายุยืน?
เรื่องราวต้องย้อนกลับไปในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 เมื่ออิลยา เมตช์นิคอฟ หรือ Élie Metchnikoff นักชีววิทยาที่เกิดในจักรวรรดิรัสเซียและทำงานอยู่ที่สถาบันปาสเตอร์ในฝรั่งเศส สนใจศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์ในลำไส้กับสุขภาพของมนุษย์
เมตช์นิคอฟสังเกตว่าชาวชนบทบางพื้นที่ในบัลแกเรียมีชื่อเสียงเรื่องการมีอายุยืน เขาจึงตั้งสมมติฐานว่าอาหารที่คนกลุ่มนี้รับประทานเป็นประจำ โดยเฉพาะนมหมัก อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
เขาเชื่อว่าแบคทีเรียบางชนิดในลำไส้อาจผลิตสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ขณะที่จุลินทรีย์จากอาหารหมักอาจช่วยปรับสภาพแวดล้อมภายในลำไส้ให้สมดุลขึ้น
แนวคิดดังกล่าวยังไม่เหมือนกับความเข้าใจเรื่องไมโครไบโอมในปัจจุบันทั้งหมด แต่ถือเป็นหนึ่งในแนวคิดยุคแรกที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หันมาสนใจว่า แบคทีเรียบางชนิดอาจไม่ได้เป็นเพียงศัตรูของมนุษย์เสมอไป
เด็กชายที่เติบโตท่ามกลางโรคติดเชื้อ
หนึ่งในผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเรื่องจุลินทรีย์และสุขภาพลำไส้คือ มิโนรุ ชิโรตะ หรือ Minoru Shirota ซึ่งเกิดในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 1899
ช่วงเวลาที่ชิโรตะเติบโตขึ้นมานั้น ญี่ปุ่นยังเผชิญปัญหาด้านสุขอนามัย ภาวะทุพโภชนาการ และโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะในชุมชนชนบท
การได้เห็นผู้คนเจ็บป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ทำให้ชิโรตะสนใจแนวคิดเรื่องการป้องกันโรคตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อมีโอกาสศึกษาต่อ เขาจึงเลือกเรียนด้านการแพทย์และจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยเกียวโต
ตรงนี้มีข้อควรแก้จากเรื่องเล่าที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต เพราะยาคูลท์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงจากสงครามโลก และไม่ควรสรุปว่า “หากไม่มีสงครามโลก เราคงไม่มียาคูลท์” สิ่งที่ผลักดันงานของชิโรตะคือสภาพสาธารณสุขและการระบาดของโรคติดเชื้อในญี่ปุ่นช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มากกว่า
ปี 1930 กับการค้นพบจุลินทรีย์สายพันธุ์ชิโรตะ
ในปี 1930 ชิโรตะประสบความสำเร็จในการคัดเลือกและเพาะเลี้ยงแบคทีเรียกรดแลกติกสายพันธุ์หนึ่งให้มีความแข็งแรง
จุลินทรีย์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักในชื่อ Lacticaseibacillus paracasei strain Shirota หรือ LcS ตามการจัดหมวดหมู่ทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน เดิมเคยเรียกว่า Lactobacillus casei Shirota
ชื่อ “Shirota” ที่ต่อท้ายจึงไม่ได้เป็นชื่อส่วนประกอบลึกลับ แต่ตั้งตามนามสกุลของผู้เพาะเลี้ยงสายพันธุ์นี้สำเร็จ
ชิโรตะไม่ได้ต้องการเก็บผลงานไว้เฉพาะในห้องทดลอง เขาตั้งใจทำให้คนทั่วไปสามารถบริโภคจุลินทรีย์ดังกล่าวได้ง่ายและสม่ำเสมอ จึงร่วมกับผู้สนับสนุนพัฒนานมหมักที่มีรสชาติดื่มง่ายและขายได้ในราคาที่คนทั่วไปเข้าถึง
ในปี 1935 ยาคูลท์จึงเริ่มวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกที่เมืองฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ประวัติจาก Yakult Japan
ชื่อ “ยาคูลท์” แปลว่าอะไร?
แม้ยาคูลท์จะถือกำเนิดในญี่ปุ่น แต่ชื่อผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาจากภาษาญี่ปุ่นโดยตรง
บริษัทอธิบายว่าชื่อ Yakult ดัดแปลงมาจากคำว่า “Jahurto” ซึ่งเป็นคำในภาษาเอสเปรันโตที่หมายถึงโยเกิร์ตหรือนมหมัก
ภาษาเอสเปรันโตถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นภาษากลางระหว่างผู้คนจากประเทศต่างๆ การเลือกชื่อที่มาจากภาษานี้จึงสอดคล้องกับความตั้งใจที่จะนำผลิตภัณฑ์ออกไปสู่ผู้คนทั่วโลก ไม่ได้หมายถึง “อายุยืน” โดยตรงอย่างที่เนื้อหาบางแห่งกล่าวอ้าง Yakult Philippines
ยาคูลท์ยุคแรกไม่ได้ใช้ขวดพลาสติก
ยาคูลท์รุ่นแรกไม่ได้บรรจุอยู่ในขวดพลาสติกทรงเว้าคอดเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน แต่ใช้ขวดแก้วปิดด้วยจุกไม้ก๊อก และมีขนาดแตกต่างกันหลายแบบ
การใช้ขวดแก้วทำให้ต้องเก็บขวดกลับมาทำความสะอาดและนำมาใช้ใหม่ ทั้งยังมีน้ำหนักมากและไม่สะดวกต่อการขนส่งแบบส่งถึงบ้าน
กระทั่งปี 1968 บริษัทจึงนำขวดพลาสติกทรงเอกลักษณ์มาใช้ รูปทรงดังกล่าวออกแบบโดย เค็นโมจิ อิซามุ หรือ Isamu Kenmochi นักออกแบบอุตสาหกรรมคนสำคัญของญี่ปุ่น
ช่วงเอวที่คอดลงช่วยให้จับขวดได้สะดวก ส่วนปากขวดได้รับการออกแบบให้ดื่มง่าย ตัวขวดยังมีขนาดกะทัดรัดและแข็งแรงพอสำหรับการขนส่งจำนวนมาก Yakult Europe
แม้มีการเล่ากันอย่างแพร่หลายว่ารูปทรงขวดได้รับแรงบันดาลใจจากตุ๊กตาไม้โคเคชิ แต่ข้อมูลจากบริษัทที่ตรวจสอบได้ระบุชัดเจนเพียงชื่อผู้ออกแบบและประโยชน์ด้านการใช้งาน จึงไม่ควรยืนยันเรื่องตุ๊กตาโคเคชิเป็นข้อเท็จจริงหากไม่มีหลักฐานต้นทางเพิ่มเติม
“สาวยาคูลท์” เกิดขึ้นได้อย่างไร?
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ทำให้ยาคูลท์เข้าถึงครัวเรือนจำนวนมากคือระบบจัดส่งถึงบ้าน
ในปี 1963 บริษัทเริ่มใช้ระบบ “Yakult Lady” อย่างเป็นทางการ โดยให้พนักงานหญิงนำผลิตภัณฑ์ไปส่งถึงบ้านและสถานที่ทำงาน พร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและการดูแลสุขภาพลำไส้
ระบบนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงขายสินค้า แต่ยังสร้างงานให้ผู้หญิง โดยเฉพาะแม่บ้านที่ต้องการรายได้และเวลาทำงานยืดหยุ่น
ก่อนเริ่มงาน สาวยาคูลท์ต้องผ่านการอบรมเรื่องผลิตภัณฑ์ การจัดเก็บ สุขอนามัย และการบริการลูกค้า ทำให้พวกเธอไม่ได้เป็นเพียงพนักงานส่งเครื่องดื่ม แต่เป็นตัวแทนที่สามารถตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับสินค้าได้
นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สโลแกนในประเทศไทยว่า “อยากรู้เรื่องยาคูลท์ ถามสาวยาคูลท์สิคะ” กลายเป็นประโยคติดปาก และต่อมาถูกนำไปพูดเล่นในความหมายว่า ถ้าอยากรู้อะไรก็ลองถามสาวยาคูลท์ดู
ยาคูลท์เดินทางมาถึงประเทศไทย
เรื่องของยาคูลท์ในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับนายประพันธ์ เหตระกูล ซึ่งเดินทางไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 1953
ข้อมูลประวัติบริษัทระบุว่า ระหว่างอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น นายประพันธ์มักมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร และมีประสบการณ์ที่ดีหลังเริ่มดื่มยาคูลท์ เมื่อเดินทางกลับประเทศไทยจึงสนใจนำผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มาให้คนไทยรู้จัก
บริษัท ยาคูลท์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 1971 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ยาคูลท์เริ่มดำเนินธุรกิจในเกาหลีใต้ Yakult Thailand
ในช่วงแรก คนไทยยังไม่คุ้นเคยกับนมหมัก หลายคนจึงมองว่าเครื่องดื่มที่มีรสเปรี้ยวอาจเป็นนมเสีย การสร้างความเข้าใจและการนำสินค้าไปส่งถึงผู้บริโภคโดยตรงจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของแบรนด์
อย่างไรก็ตาม เรื่องเล่าที่ว่ายาคูลท์สามารถทำให้ผู้ป่วยอหิวาตกโรคหายภายในสี่ชั่วโมงไม่ควรถูกนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ยาคูลท์เป็นอาหารประเภทนมหมัก ไม่ใช่ยา และไม่สามารถใช้ทดแทนสารละลายเกลือแร่ ยาปฏิชีวนะ หรือการรักษาจากแพทย์ได้
ผู้ที่มีอาการท้องเสียรุนแรง ถ่ายเป็นน้ำต่อเนื่อง อ่อนเพลียมาก ปัสสาวะน้อย มีไข้สูง หรือมีเลือดปน ควรไปพบแพทย์ ไม่ควรรักษาตัวเองด้วยเครื่องดื่มโพรไบโอติกเพียงอย่างเดียว
ทำไมยาคูลท์ต้องทำเป็นขวดเล็ก?
คำถามยอดนิยมคือ ในเมื่อหลายคนดื่มไม่กี่อึกก็หมด ทำไมบริษัทจึงไม่ผลิตเป็นขวดใหญ่ให้ดื่มได้สะใจกว่านี้?
เหตุผลหลักคือยาคูลท์ถูกออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์แบบหนึ่งหน่วยบริโภค ขวดขนาดเล็กช่วยควบคุมปริมาณต่อครั้ง รักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และสะดวกต่อการจัดเก็บและขนส่ง
ส่วนคำอธิบายที่ว่า “ขวดต้องเล็กเพราะดื่มมากแล้วจุลินทรีย์จะทำให้ท้องเสีย” เป็นการสรุปที่เกินหลักฐาน บริษัทในแต่ละประเทศระบุว่าโดยทั่วไปสามารถดื่มมากกว่าหนึ่งขวดได้เมื่อรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล แต่ควรคำนึงถึงปริมาณน้ำตาลและพลังงานรวมที่ได้รับในแต่ละวันด้วย
สูตรและขนาดบรรจุของยาคูลท์อาจแตกต่างกันตามประเทศ ดังนั้นผู้ที่ควบคุมน้ำตาล เป็นเบาหวาน หรือมีข้อจำกัดด้านอาหารควรอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยเป็นหลัก
ทำไมยาคูลท์จึงมีน้ำตาล?
น้ำตาลมีบทบาททั้งในกระบวนการผลิตและด้านรสชาติ จุลินทรีย์ใช้คาร์โบไฮเดรตบางส่วนระหว่างกระบวนการหมัก ขณะที่น้ำตาลที่เติมในสูตรช่วยลดความเปรี้ยวและทำให้เครื่องดื่มรับประทานง่ายขึ้น
แต่น้ำตาลไม่ได้ถูกใส่ไว้เพียงเพื่อ “เลี้ยงจุลินทรีย์ในขวดจนถึงเวลาที่เราดื่ม” ตามคำอธิบายแบบง่ายที่พบในคลิปบางแห่ง
ผู้บริโภคจึงควรมองยาคูลท์เป็นอาหารชนิดหนึ่งที่มีทั้งจุลินทรีย์มีชีวิตและน้ำตาล ไม่ใช่อาหารเสริมที่สามารถดื่มได้โดยไม่ต้องนับรวมกับอาหารชนิดอื่น
สีเหลืองอมส้มมาจากไหน?
สีครีมอมส้มของยาคูลท์ไม่ได้เกิดจากสีของจุลินทรีย์โดยตรง
ข้อมูลของบริษัทระบุว่าสีดังกล่าวเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำตาลและโปรตีนในนมเมื่อผ่านความร้อนในกระบวนการผลิต ลักษณะคล้ายการเกิดสีน้ำตาลอ่อนในอาหารที่ถูกให้ความร้อน หรือที่เรียกว่าปฏิกิริยาเมลลาร์ด
ดังนั้น คำอธิบายว่า “สีส้มเกิดจากตัวจุลินทรีย์” จึงไม่ถูกต้องนัก
ควรดื่มยาคูลท์ตอนไหน?
คำตอบง่ายที่สุดคือ สามารถดื่มได้ในเวลาที่สะดวก
ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องดื่มหลังอาหารเท่านั้น บริษัทในหลายประเทศระบุว่าสามารถดื่มได้ทุกช่วงเวลา หลายคนเลือกดื่มพร้อมอาหารเช้าเพราะช่วยให้จดจำและทำเป็นกิจวัตรได้ง่าย คำแนะนำจาก Yakult Australia
สิ่งที่ควรทำคือเก็บไว้ในตู้เย็นตามอุณหภูมิที่ระบุบนฉลาก เพราะผลิตภัณฑ์มีจุลินทรีย์มีชีวิต และควรดื่มก่อนวันหมดอายุ
สามารถนำไปผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่มเย็น เช่น สมูททีหรือซีเรียลได้ แต่ไม่ควรผสมกับน้ำร้อนหรืออาหารที่ร้อนจัด เพราะความร้อนอาจทำให้จุลินทรีย์บางส่วนตาย Yakult UK
ก่อนดื่มอาจเขย่าขวดเบาๆ หากเห็นตะกอนที่ก้นขวด เพราะตะกอนดังกล่าวสามารถเกิดจากส่วนประกอบของนมที่ตกลงตามธรรมชาติ
ยาคูลท์ไม่ใช่ยา
แม้ชื่อภาษาไทยจะออกเสียงขึ้นต้นคล้ายคำว่า “ยา” แต่ยาคูลท์เป็นผลิตภัณฑ์นมหมัก ไม่ใช่ยารักษาโรค
จุลินทรีย์แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติแตกต่างกัน และผลการศึกษาเกี่ยวกับโพรไบโอติกชนิดหนึ่งไม่สามารถนำไปอ้างแทนอีกชนิดได้โดยอัตโนมัติ ผลที่เกิดขึ้นในแต่ละคนอาจต่างกันตามอาหาร สุขภาพ อายุ การใช้ยา และสภาพของระบบทางเดินอาหาร
ผู้ที่แพ้โปรตีนนมไม่ควรดื่ม ส่วนผู้ที่มีภาวะแพ้แลคโตส ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคประจำตัว หรือกำลังรับประทานยา ควรอ่านฉลากและปรึกษาแพทย์หากไม่แน่ใจ
จากขวดจิ๋วสู่ผลิตภัณฑ์ระดับโลก
จากงานวิจัยของนายแพทย์หนุ่มในปี 1930 ยาคูลท์เติบโตเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในหลายสิบประเทศและภูมิภาคทั่วโลก
สิ่งที่ทำให้แบรนด์นี้น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่รสหวานอมเปรี้ยว แต่เป็นการนำความรู้จากห้องทดลองมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนธรรมดาเข้าถึงได้ พร้อมสร้างระบบจัดส่งที่มีเอกลักษณ์จน “สาวยาคูลท์” กลายเป็นภาพจำในชีวิตประจำวันของผู้คนหลายรุ่น
ครั้งต่อไปที่เปิดฝาฟอยล์และยกขวดเล็กๆ ขึ้นดื่ม เราจึงไม่ได้กำลังถือเพียงนมหมักหนึ่งขวด แต่กำลังถือผลลัพธ์จากแนวคิดที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกือบหนึ่งศตวรรษก่อน
และตอนนี้ก็ได้คำตอบแล้วว่า ยาคูลท์ไม่ได้เกิดขึ้นจากสงครามโลกโดยตรง ชื่อของมันไม่ได้แปลว่าอายุยืน และเราไม่จำเป็นต้องรอให้รับประทานอาหารเสร็จก่อนจึงจะดื่มได้
แต่ถ้าต้องเลือก คุณชอบค่อยๆ จิบยาคูลท์ หรือเปิดฝาแล้วดื่มหมดในอึกเดียว?