หลังสงครามเวียดนามสิ้นสุดลงในปี 1975 ลาวและเวียดนามอยู่ภายใต้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ส่วนกัมพูชาตกอยู่ภายใต้การปกครองของเขมรแดง ก่อนที่กองทัพเวียดนามจะบุกเข้าสู่กัมพูชาในเดือนธันวาคม 1978 และโค่นรัฐบาลพอล พตได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว
เมื่อกองทัพเวียดนามเคลื่อนมาถึงชายแดนกัมพูชา–ไทย ความหวาดกลัวจึงแพร่กระจายไปทั่วประเทศไทยว่า “โดมิโนตัวต่อไป” อาจเป็นไทย
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ในเมื่อเวียดนามเพิ่งชนะสงคราม มีทหารผ่านศึกจำนวนมาก และสามารถยึดกรุงพนมเปญได้ เหตุใดเวียดนามจึงหยุดอยู่เพียงกัมพูชา ไม่เดินหน้าบุกประเทศไทยต่อ?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่เหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง แต่เป็นผลจากข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์ การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และเป้าหมายของสงครามที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เวียดนามบุกกัมพูชาทำไม?

ความขัดแย้งระหว่างเวียดนามกับเขมรแดงรุนแรงขึ้นจากการปะทะตามแนวชายแดน การสังหารประชาชนชาวเวียดนาม และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลพอล พต ซึ่งมีจีนสนับสนุน กับเวียดนามซึ่งใกล้ชิดสหภาพโซเวียต
ปลายเดือนธันวาคม 1978 เวียดนามเปิดฉากบุกกัมพูชา ก่อนเข้ายึดกรุงพนมเปญในเดือนมกราคม 1979 และจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา ซึ่งมีเฮง สัมรินเป็นผู้นำ
องค์การสหประชาชาติระบุว่า ภายหลังการแทรกแซงของเวียดนามในกัมพูชา สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้เรียกร้องให้ถอนกำลังต่างชาติและเคารพหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น อย่างไรก็ตาม ทหารเวียดนามยังคงประจำการในกัมพูชาไปจนถึงปี 1989 องค์การสหประชาชาติ
เป้าหมายของเวียดนามในกัมพูชาจึงไม่ใช่เพียงการขยายอาณาเขต แต่เป็นการกำจัดรัฐบาลเขมรแดงที่เวียดนามมองว่าเป็นภัยคุกคาม และสร้างรัฐบาลพันธมิตรในกรุงพนมเปญเพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง
ประเทศไทยไม่ได้มีเงื่อนไขแบบเดียวกัน
ไทยกับเวียดนามเคยรบกันหรือไม่?

แม้เวียดนามจะไม่ได้ประกาศสงครามหรือบุกไทยเต็มรูปแบบ แต่กองกำลังของทั้งสองประเทศเคยปะทะกันจริงหลายครั้งตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ระหว่างปี 1979–1989
หลังเขมรแดงพ่ายแพ้ กองกำลังต่อต้านรัฐบาลที่เวียดนามสนับสนุนได้ถอนตัวไปตั้งฐานตามแนวชายแดน กลุ่มสำคัญประกอบด้วย
- เขมรแดง
- แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร หรือ KPNLF
- กองกำลังที่ภักดีต่อเจ้าชายนโรดม สีหนุ
ไทยยอมให้กองกำลังต่อต้านบางส่วนใช้พื้นที่ชายแดนเป็นเส้นทางลำเลียงและที่หลบภัย เพราะต้องการให้กลุ่มเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นแนวกันชนระหว่างไทยกับกองทัพเวียดนาม
เมื่อเวียดนามเปิดปฏิบัติการกวาดล้างฐานกองกำลังเหล่านี้ การสู้รบจึงลุกลามเข้ามาในดินแดนไทย ทั้งจากกระสุนปืนใหญ่ การไล่ติดตามข้ามพรมแดน และการยึดพื้นที่บางจุดเป็นการชั่วคราว
วันที่ 23 มิถุนายน 1980 กองกำลังเวียดนามพร้อมปืนครกเคลื่อนข้ามชายแดนจากกัมพูชา เข้ายึดค่ายผู้ลี้ภัยและหมู่บ้านไทยสองแห่งในบริเวณบ้านโนนหมากมุ่น ก่อนเกิดการปะทะรุนแรงกับทหารไทย The Washington Post
เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้งในช่วงทศวรรษ 1980 แต่ส่วนใหญ่เป็นการรุกข้ามชายแดนเพื่อโจมตีฐานกองกำลังกัมพูชา ไม่ใช่ปฏิบัติการเพื่อยึดกรุงเทพฯ หรือครอบครองประเทศไทย
ดังนั้น คำกล่าวว่า “เวียดนามไม่เคยบุกไทยเลย” จึงไม่ถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่ไม่เกิดขึ้นคือ สงครามรุกรานประเทศไทยเต็มรูปแบบ
ข่าวลือ “ดีเดย์เวียดนามบุกไทย” มาจากไหน?
ก่อนเกิดสงครามกัมพูชา–เวียดนาม กระแสความหวาดกลัวเวียดนามปรากฏในสังคมไทยอยู่แล้ว
ช่วงกลางเดือนธันวาคม 1976 สมัคร สุนทรเวช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น ให้ข่าวว่าเวียดนามกำหนดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1977 เป็น “ดีเดย์” สำหรับบุกประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม งานศึกษาของมหาวิทยาลัยเยลระบุว่าคำกล่าวดังกล่าวไม่มีหลักฐานยืนยันและเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง Yale University – Thailand’s Response to the Cambodian Genocide
จุดนี้มักถูกเล่าคลาดเคลื่อนว่าเป็นวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1976 หรือเชื่อมโยงโดยตรงกับการที่เวียดนามบุกกัมพูชา ทั้งที่คำกล่าวเกิดขึ้นก่อนเวียดนามเปิดสงครามกับกัมพูชาเกือบสองปี
ถึงกระนั้น ความหวาดกลัวกลับรุนแรงขึ้นจริงหลังปี 1979 เพราะเวลานั้นทหารเวียดนามเข้ามาประจำการอยู่ฝั่งตรงข้ามชายแดนไทยแล้ว
กองทัพเวียดนามเหนือกว่าไทยจริงหรือไม่?
หากพิจารณาเพียงจำนวนทหารและประสบการณ์การรบ เวียดนามในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถือเป็นหนึ่งในกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทหารเวียดนามเพิ่งผ่านสงครามต่อเนื่องกับฝรั่งเศส เวียดนามใต้ และสหรัฐอเมริกา มีประสบการณ์ทั้งสงครามกองโจรและการรบตามแบบ อีกทั้งได้รับอาวุธและความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต
ไทยมีกำลังพลและอาวุธภาคพื้นดินน้อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบจำนวนรถถัง ปืนใหญ่ และทหารผ่านศึก
แต่การมีกองทัพใหญ่กว่าไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยึดประเทศไทยได้ง่าย เพราะสงครามรุกรานต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการปะทะตามชายแดนอย่างมหาศาล เวียดนามจำเป็นต้องรักษาเส้นทางส่งกำลังผ่านกัมพูชา ป้องกันแนวรบด้านจีน และรับมือกองกำลังต่อต้านภายในกัมพูชาไปพร้อมกัน
ที่สำคัญ ไทยไม่ได้โดดเดี่ยวในทางการเมืองและการทหาร
1. เป้าหมายของเวียดนามคือกัมพูชา ไม่ใช่ประเทศไทย
สาเหตุพื้นฐานที่สุดคือ เวียดนามไม่มีความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ที่จะต้องยึดประเทศไทย
การบุกกัมพูชามีเป้าหมายชัดเจน ได้แก่ การโค่นรัฐบาลเขมรแดง ยุติภัยคุกคามตามแนวชายแดน และจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นมิตรกับฮานอย
แต่หากเวียดนามบุกไทย เป้าหมายของสงครามจะเปลี่ยนจากการจัดการภัยคุกคามใกล้ชายแดนไปเป็นการรุกรานรัฐสมาชิกอาเซียนโดยตรง ผลตอบแทนที่ได้รับจึงไม่สมดุลกับต้นทุนและความเสี่ยง
ประเทศไทยมีพื้นที่และประชากรมากกว่ากัมพูชา มีสถาบันรัฐที่เข้มแข็งกว่า และมีกองทัพซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กกว่าเวียดนาม แต่ยังสามารถระดมกำลังต่อต้านได้
การยึดพื้นที่บางส่วนอาจเป็นไปได้ แต่การยึดครองประเทศทั้งประเทศและควบคุมประชากรไทยในระยะยาวเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
2. จีนกดดันเวียดนามจากทางเหนือ
จีนเป็นหนึ่งในปัจจัยยับยั้งที่สำคัญที่สุด
จีนสนับสนุนเขมรแดง ขณะที่เวียดนามใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียต เมื่อเวียดนามบุกกัมพูชา จีนจึงเปิดสงครามตามแนวชายแดนภาคเหนือของเวียดนามในเดือนกุมภาพันธ์ 1979 โดยประกาศว่าต้องการ “สั่งสอน” เวียดนาม
แม้กองทัพจีนจะถอนตัวหลังการสู้รบประมาณหนึ่งเดือน แต่ความขัดแย้งไม่ได้สิ้นสุด การปะทะตามชายแดนจีน–เวียดนามยังดำเนินต่อไปตลอดทศวรรษ 1980
เอกสารของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 1979 ประเมินว่า การยับยั้งเวียดนามอาจขึ้นอยู่กับโอกาสที่จีนจะเปิดการโจมตีเวียดนามเป็นครั้งที่สอง มากกว่าความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้าร่วมสงครามโดยตรง Office of the Historian, U.S. Department of State
เวียดนามจึงไม่สามารถนำกองทัพทั้งหมดลงมาทางกัมพูชาและไทยได้ เพราะต้องคงกำลังจำนวนมากไว้ป้องกันชายแดนทางเหนือ หากทุ่มทรัพยากรเพื่อบุกไทยเต็มรูปแบบ ความเสี่ยงที่จีนจะโจมตีซ้ำย่อมเพิ่มขึ้นทันที
3. การบุกไทยอาจดึงสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้ง
แม้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากอินโดจีนหลังสงครามเวียดนาม แต่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ยังไม่ได้หายไป
ไทยยังอยู่ภายใต้กรอบสนธิสัญญาป้องกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ Manila Pact และแถลงการณ์ถนัด–รัสก์ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้ยืนยันพันธกรณีด้านความมั่นคงต่อไทย
เอกสารการประชุมของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อเดือนธันวาคม 1979 ระบุว่า หากเกิดการปะทะระหว่างไทยกับเวียดนาม ไทยน่าจะขอความช่วยเหลือจากทั้งสหรัฐฯ และจีน และสหรัฐฯ ยังคงมีพันธกรณีที่จะตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อไทยตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ Office of the Historian, U.S. Department of State
ไม่มีหลักประกันว่าสหรัฐฯ จะส่งกองทัพเข้าสู่สงครามทันที แต่ความเป็นไปได้ดังกล่าวเพียงอย่างเดียวก็เพิ่มความเสี่ยงให้เวียดนามอย่างมาก
เวียดนามอาจต้องเผชิญจีนทางเหนือ ไทยทางตะวันตกเฉียงใต้ และความช่วยเหลือด้านอาวุธ ข่าวกรอง หรือกำลังทางอากาศจากสหรัฐฯ พร้อมกัน
4. ไทยใช้เวทีอาเซียนและสหประชาชาติสร้างแรงกดดัน
ไทยไม่เลือกเผชิญหน้ากับเวียดนามด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่พยายามทำให้ปัญหากัมพูชากลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ
รัฐบาลไทยร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนประณามการส่งทหารเวียดนามเข้าไปในกัมพูชา ผลักดันเรื่องเข้าสู่เวทีสหประชาชาติ และระดมแรงสนับสนุนจากนานาชาติ
งานศึกษาของมหาวิทยาลัยเยลสรุปว่า ความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงปัญหาระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา หรือระหว่างไทยกับเวียดนามอีกต่อไป เมื่อไทยนำเรื่องเข้าสู่อาเซียนและสหประชาชาติได้สำเร็จ Yale University
หากเวียดนามบุกไทยเต็มรูปแบบ ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นย่อมมองเวียดนามเป็นภัยคุกคามร่วม แม้อาเซียนในเวลานั้นยังไม่ใช่พันธมิตรทางทหาร แต่เวียดนามจะต้องเผชิญการโดดเดี่ยวทางการทูตและแรงกดดันจากนานาชาติหนักกว่าเดิม
5. เวียดนามติดหล่มอยู่ในกัมพูชาแล้ว
การยึดกรุงพนมเปญทำได้รวดเร็ว แต่การควบคุมพื้นที่ทั้งหมดของกัมพูชากลับยากกว่ามาก
กองกำลังเขมรแดงและกลุ่มต่อต้านอื่นถอยเข้าสู่พื้นที่ชนบทและแนวชายแดน ใช้การรบแบบกองโจรโจมตีกองทัพเวียดนาม ขณะที่เวียดนามต้องประจำการทหารจำนวนมากเพื่อค้ำจุนรัฐบาลในกรุงพนมเปญ
เอกสารทางการทูตของสหรัฐฯ ในปี 1979 ประเมินว่า เวียดนามกำลังระดมกำลังเพื่อกวาดล้างฝ่ายต่อต้านในฤดูแล้ง และความตึงเครียดตามชายแดนไทย–กัมพูชาจะรุนแรงขึ้น เพราะกองกำลังต่อต้านเข้าออกเขตไทยและได้รับความช่วยเหลือผ่านฝั่งไทย Office of the Historian, U.S. Department of State
การเปิดแนวรบใหม่กับไทยจึงเท่ากับเพิ่มภาระให้กองทัพซึ่งกำลังทำสงครามหลายด้านอยู่แล้ว
6. เศรษฐกิจเวียดนามไม่พร้อมรับสงครามครั้งใหม่
เวียดนามในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ไม่ได้อยู่ในฐานะประเทศผู้ชนะที่มั่งคั่ง แต่เป็นประเทศที่เสียหายหนักจากสงครามยาวนานหลายสิบปี
โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย ผลผลิตทางเกษตรไม่เพียงพอ ระบบเศรษฐกิจมีปัญหา และรัฐบาลต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและประเทศในกลุ่มคอมมิวนิสต์
การประจำการทหารในกัมพูชาก็สร้างค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว หากเปิดสงครามกับไทย เวียดนามต้องใช้ทั้งกำลังพล เชื้อเพลิง อาวุธ เสบียง และระบบขนส่งเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล
ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์จากการบุกไทยจึงไม่คุ้มกับต้นทุน โดยเฉพาะเมื่อเวียดนามยังต้องฟื้นฟูประเทศและรับมือปัญหาเศรษฐกิจภายใน
7. ภูมิประเทศและระบบส่งกำลังไม่เอื้อต่อการยึดประเทศไทย
การเคลื่อนทัพจากฐานในเวียดนามผ่านกัมพูชาเข้าสู่ไทยต้องอาศัยเส้นทางส่งกำลังระยะไกล รถถังและยานเกราะต้องผ่านถนนและสะพานที่มีขีดจำกัด รวมถึงพื้นที่ภูเขา ป่า และช่องผ่านชายแดนซึ่งฝ่ายไทยสามารถตั้งรับได้
แม้กองทัพเวียดนามจะมีประสบการณ์สูง แต่การบุกลึกเข้ามาในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยจะทำให้แนวส่งกำลังยาวขึ้นเรื่อยๆ
กองทัพไทยยังสามารถใช้เครื่องบิน ปืนใหญ่ และกำลังสำรองโจมตีเส้นทางเหล่านั้น ขณะที่เวียดนามต้องแบ่งกำลังไว้รักษากัมพูชาและป้องกันจีน
ดังนั้น จำนวนทหารที่มากกว่าจึงไม่ได้แปลว่าจะสามารถนำมาใช้กับไทยได้ทั้งหมด
แล้วเวียดนามเคยตั้งใจจะยึดประเทศไทยจริงหรือไม่?
จากหลักฐานที่เปิดเผยในปัจจุบัน ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือว่าเวียดนามมีแผนอย่างเป็นทางการเพื่อยึดประเทศไทยทั้งประเทศหรือบุกกรุงเทพฯ
มีหลักฐานชัดเจนว่าเวียดนาม
- มีกองกำลังจำนวนมากในกัมพูชา
- เคลื่อนกำลังประชิดชายแดนไทย
- ไล่โจมตีกองกำลังกัมพูชาข้ามเข้ามาในไทยหลายครั้ง
- ยิงปืนใหญ่และเข้ายึดพื้นที่ไทยบางจุดเป็นการชั่วคราว
- มีศักยภาพสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อแนวป้องกันชายแดนไทย
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เท่ากับหลักฐานว่าเวียดนามต้องการครอบครองประเทศไทย
รายงานข่าวกรองสหรัฐฯ ในยุคนั้นประเมินว่า เวียดนามมีความได้เปรียบและอาจเอาชนะแนวป้องกันของไทยบางส่วนตามชายแดนกัมพูชาได้ แต่ความสามารถในการรุกตามชายแดนไม่ใช่สิ่งเดียวกับความสามารถในการยึดครองประเทศไทยทั้งประเทศ
ไทยรอดเพราะกองทัพหรือการทูต?

คำตอบคือทั้งสองด้านทำงานร่วมกัน
กองทัพไทยแสดงให้เห็นว่าจะต่อต้านการรุกล้ำ ไม่ยอมให้เวียดนามใช้ดินแดนไทยได้อย่างเสรี ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยใช้ความสัมพันธ์กับจีน สหรัฐฯ อาเซียน และสหประชาชาติ เพิ่มต้นทุนทางการเมืองให้เวียดนาม
นายกรัฐมนตรีเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์เคยกล่าวกับผู้แทนสหรัฐฯ ว่า หากเวียดนามเข้าสู่ประเทศไทย ไทยจะสู้ นำเรื่องเข้าสู่สหประชาชาติ และขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร พร้อมระบุว่าจีนเคยส่งสัญญาณว่าจะให้ “บทเรียนครั้งที่สอง” แก่เวียดนามหากไทยถูกบุก Office of the Historian, U.S. Department of State
ไทยจึงไม่ได้ปลอดภัยเพราะเวียดนามอ่อนแอ แต่เพราะการรุกรานไทยจะทำให้เวียดนามต้องจ่ายราคาแพงเกินกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ
จุดจบของความขัดแย้ง
ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 สถานการณ์ระหว่างประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลง สหภาพโซเวียตลดภาระการสนับสนุนพันธมิตร เวียดนามเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้นโยบาย “โด่ยเม้ย” และต้องการลดความโดดเดี่ยวจากนานาชาติ
กองทัพเวียดนามถอนกำลังหลักออกจากกัมพูชาในปี 1989 ก่อนที่ความขัดแย้งกัมพูชาจะเข้าสู่กระบวนการเจรจาและนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 1991
เมื่อทหารเวียดนามถอนตัวออกไป การปะทะโดยตรงตามชายแดนไทยก็ลดลง และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามค่อยๆ เปลี่ยนจากคู่เผชิญหน้าในสงครามเย็นมาเป็นประเทศคู่ค้าและสมาชิกอาเซียนร่วมกัน
สรุป: ทำไมเวียดนามไม่บุกไทย?
เวียดนามไม่เปิดสงครามเต็มรูปแบบกับไทย เพราะการบุกไทยไม่มีความคุ้มค่าทางยุทธศาสตร์ แม้เวียดนามจะมีกำลังทหารและประสบการณ์เหนือกว่าในหลายด้าน แต่ต้องเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่
- เป้าหมายหลักของเวียดนามคือโค่นเขมรแดงและควบคุมสถานการณ์ในกัมพูชา
- จีนกดดันเวียดนามอย่างหนักจากชายแดนทางเหนือ
- ไทยยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ
- ไทยได้รับแรงสนับสนุนทางการทูตจากอาเซียนและนานาชาติ
- กองทัพเวียดนามติดพันกับสงครามกองโจรในกัมพูชา
- เศรษฐกิจเวียดนามไม่พร้อมรองรับสงครามขนาดใหญ่อีกครั้ง
- การยึดและปกครองประเทศไทยยากกว่าการรุกล้ำชายแดนหลายเท่า
เวียดนามอาจสร้างความเสียหายให้ไทยได้อย่างรุนแรง แต่การบุกไทยจะเสี่ยงทำให้เวียดนามต้องทำสงครามหลายแนวรบพร้อมกัน และอาจดึงทั้งจีน สหรัฐฯ และประเทศอาเซียนเข้ามาเกี่ยวข้อง
ท้ายที่สุด สิ่งที่ป้องกันไม่ให้สงครามขยายตัวจึงไม่ใช่อาวุธเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการผสมกันระหว่างการป้องกันชายแดน การสร้างพันธมิตร และการใช้การทูตเพิ่มต้นทุนให้ฝ่ายตรงข้ามจนสงครามไม่คุ้มที่จะเริ่มต้น
คุณคิดว่าเหตุผลใดสำคัญที่สุด—กองทัพไทย จีน สหรัฐฯ หรือการทูตของอาเซียน? ลองร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้
คำถามที่พบบ่อย
เวียดนามเคยบุกเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่?
เคยมีทหารเวียดนามรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทย ยิงปืนใหญ่ข้ามชายแดน และปะทะกับทหารไทยหลายครั้งในช่วงปี 1979–1989 แต่ไม่เคยเกิดปฏิบัติการยึดประเทศไทยเต็มรูปแบบ
ไทยกับเวียดนามมีชายแดนติดกันหรือไม่?
ไม่มี ไทยกับเวียดนามไม่ได้มีพรมแดนติดกันโดยตรง การปะทะเกิดขึ้นตามชายแดนไทย–กัมพูชา ในช่วงที่กองทัพเวียดนามประจำการอยู่ในกัมพูชา
สมรภูมิช่องบกคือสงครามไทย–เวียดนามทั้งหมดหรือไม่?
ไม่ใช่ ช่องบกเป็นหนึ่งในพื้นที่ปะทะสำคัญบริเวณจังหวัดอุบลราชธานี แต่ความขัดแย้งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย–กัมพูชา จึงไม่ควรใช้คำว่า “สมรภูมิช่องบก” แทนเหตุปะทะทั้งหมด
ข่าวว่าเวียดนามจะบุกไทยวันที่ 15 กุมภาพันธ์เป็นเรื่องจริงหรือไม่?
สมัคร สุนทรเวชเคยกล่าวในปี 1976 ว่าเวียดนามกำหนดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1977 เป็นวันบุกไทย แต่ไม่มีหลักฐานรองรับ และงานศึกษาภายหลังระบุว่าเป็นข้อมูลไม่ถูกต้อง
จีนช่วยไทยไม่ให้เวียดนามบุกจริงหรือไม่?
จีนไม่ได้ส่งทหารมาป้องกันไทยโดยตรง แต่แรงกดดันทางทหารตามชายแดนจีน–เวียดนามทำให้ฮานอยไม่สามารถทุ่มกำลังทั้งหมดลงมาทางกัมพูชาและไทยได้ จีนจึงเป็นปัจจัยยับยั้งสำคัญ